ดังนั้น การสรุปว่าผู้เสียหาย “ได้รับเงินครบแล้ว” หรือ “ยังไม่ได้รับการชดเชยครบ” ล้วนต้องอาศัยข้อมูลข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
อีกประเด็นสำคัญคือบทบาทของรัฐในเหตุการณ์ด้านความมั่นคง แม้กฎหมายไทยยังไม่มีบทบัญญัติทั่วไปที่กำหนดให้รัฐต้องชดใช้ความเสียหายแก่ผู้ประกอบการทุกกรณีที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดน การเยียวยาจึงมักอาศัยกฎหมายเฉพาะ มติคณะรัฐมนตรี หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ดี ในทางกฎหมายมหาชนและกฎหมายเปรียบเทียบ มีหลักการว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นพิเศษจากภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือจากสถานการณ์ด้านความมั่นคง ไม่ควรต้องแบกรับภาระดังกล่าวเพียงลำพัง
แนวคิด Égalité devant les charges publiques (equality before public burdens) หรือ “ความเสมอภาคในการรับภาระสาธารณะ” แม้ยังมิใช่หลักกฎหมายทั่วไปของไทย แต่เป็นหลักวิชาการที่ได้รับการยอมรับในกฎหมายมหาชนของหลายประเทศ และอาจใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนให้รัฐพิจารณามาตรการเยียวยาที่เหมาะสม
ดังนั้น ประเด็นที่สังคมควรได้รับคำชี้แจงอย่างโปร่งใสจากรัฐบาลจึงได้แก่
ความเสียหายทั้งหมดของผู้ประกอบการแต่ละรายได้รับการประเมินครบถ้วนแล้วหรือไม่
ยังมีความเสียหายส่วนใดที่ไม่ได้รับการชดเชยหรือไม่
หากยังมีความเสียหายตกค้าง รัฐมีมาตรการรองรับอย่างไร
เหตุใดผู้ประกอบการจึงยังคงออกมาเรียกร้องต่อหน่วยงานของรัฐภายหลังเหตุการณ์ผ่านไปเป็นเวลานาน
การตอบคำถามเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดน และสะท้อนความรับผิดชอบของรัฐต่อผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความมั่นคง
ท้ายที่สุด รัฐบาลมีสิทธิชี้แจงว่าผู้ประกอบการได้รับความช่วยเหลือจากภาคเอกชนแล้ว แต่การอ้างเหตุเพียงเท่านี้อาจยังไม่เพียงพอที่จะยุติข้อเรียกร้องเรื่องการเยียวยา หากยังไม่มีการแสดงข้อมูลอย่างชัดเจนว่าความเสียหายทั้งหมดได้รับการชดเชยครบถ้วน
ในสถานการณ์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากเหตุความมั่นคงของประเทศ รัฐควรเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส ทบทวนมาตรการเยียวยาบนพื้นฐานของกฎหมาย ความเป็นธรรม และหลักธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ที่เสียสละและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ จะไม่ถูกปล่อยให้เผชิญความสูญเสียเพียงลำพัง