ไทยโต้เขมรเคลม “ปราสาทคนา” พื้นที่ทวิภาคี ชี้แผนที่ฝ่ายเดียวไร้ผล
30 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

JIC ไทย โต้กัมพูชาอ้างกรรมสิทธิ์ “ปราสาทคนา” 100% ย้ำข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องยึดกฎหมายระหว่างประเทศและกลไกทวิภาคีร่วมกันเท่านั้น แผนที่ฝ่ายเดียวไร้ผล
ข่าว
30 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

JIC ไทย โต้กัมพูชาอ้างกรรมสิทธิ์ “ปราสาทคนา” 100% ย้ำข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องยึดกฎหมายระหว่างประเทศและกลไกทวิภาคีร่วมกันเท่านั้น แผนที่ฝ่ายเดียวไร้ผล
KEY
POINTS
30 มิถุนายน 2569 ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) นำโดย พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี แถลงโต้ตอบกรณี กัมพูชาอ้างกรรมสิทธิ์เหนือ ปราสาทคนา และกล่าวหาไทยทำลายโบราณสถาน โดยย้ำชัดว่าพื้นที่ ชายแดนไทยกัมพูชา บริเวณดังกล่าวเป็น พื้นที่ทวิภาคี ที่ยังต้องพิสูจน์สิทธิ์ร่วมกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันความตึงเครียด และรักษาความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองประเทศ
พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) แถลงตอบโต้กรณีเจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อฯ โดยอ้างว่า “ปราสาทคนาเป็นของกัมพูชา 100%” พร้อมกล่าวหาว่า ฝ่ายไทยเข้ายึดครองพื้นที่ เปลี่ยนแปลงสภาพโบราณสถาน และทำลายบันไดทางขึ้นปราสาท นั้นว่า
ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นการแสดงท่าทีฝ่ายเดียว ที่ไม่อาจถือเป็นข้อยุติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ประเทศไทยไม่ยอมรับการกล่าวอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่พิพาทโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากประเด็นแนวเขตแดนที่ยังมีความเห็นต่าง จะต้องได้รับการพิจารณาผ่านกลไกทวิภาคี ที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน โดยอาศัยหลักฐานที่มีน้ำหนักทางกฎหมาย ทั้งสนธิสัญญา เอกสารประวัติศาสตร์ และหลักฐานการปักปันเขตแดนที่ผ่านมา ไม่ใช่อาศัยการแถลงหรือการตีความแผนที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง
ผู้อำนวยการ JIC กล่าวว่า การอ้างอิงแผนที่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถใช้ตัดสินประเด็นอธิปไตยได้ แม้ฝ่ายกัมพูชาจะระบุว่า ไม่ว่าจะใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 หรือ 1:50,000 ปราสาทคนาก็อยู่ในดินแดนกัมพูชา แต่ถือเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียว ขณะที่ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งไทยและกัมพูชายังต้องดำเนินการสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนร่วมกันผ่านกลไกทวิภาคี จึงไม่อาจสรุปสถานะอธิปไตยจากการตีความแผนที่เพียงด้านเดียวได้
สำหรับข้อกล่าวหาว่าฝ่ายไทยเข้ายึดครองพื้นที่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การดำเนินมาตรการด้านความมั่นคง การควบคุมพื้นที่ และการดูแลโบราณสถานของไทย เป็นการดำเนินการภายในพื้นที่ที่ประเทศไทยถือว่า อยู่ภายใต้การควบคุมของตน และเป็นไปตามถ้อยแถลงร่วมของทั้งสองประเทศ พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าไทยเข้าไปยึดครองดินแดนของกัมพูชา
ส่วนกรณีที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่า ไทยเผาหรือทำลายบันไดทางขึ้นปราสาทนั้น ผู้อำนวยการ JIC ระบุว่า เป็นข้อกล่าวหาที่ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ โดยประเทศไทยพร้อมให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ และไม่อาจยอมรับการสรุปข้อเท็จจริงจากคำกล่าวอ้างของฝ่ายเดียว
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาผ่านกลไกทวิภาคี ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศและถ้อยแถลงร่วมของทั้งสองประเทศ โดยยืนยันการลดความตึงเครียด หลีกเลี่ยงการยั่วยุและการใช้กำลัง รวมถึงหลีกเลี่ยงการดำเนินการใดที่อาจส่งผลให้สถานการณ์บานปลาย
“JIC ไทย เรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความระมัดระวังในการสื่อสารต่อสาธารณะ โดยยึดข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือเพิ่มความตึงเครียด พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมดำเนินการอย่างสร้างสรรค์บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ ความสุจริตใจ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างยั่งยืน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว