นักวิชาการ ชู 3 โมเดลพลิกวิกฤต ปราบต่างชาติรุกไทย จี้เพิกถอนวีซ่า
07 พ.ค. 2569

นักวิชาการ ชง 3 โมเดลพลิกวิกฤต ยกระดับปราบ “ต่างชาติรุกไทย” ทั้ง นอมินี-ฟอกเงิน-ธุรกิจบังหน้า จี้ใช้มาตรการเพิกถอนวีซ่า สกัดภัยคุกคามเศรษฐกิจไทย
ข่าว
07 พ.ค. 2569

นักวิชาการ ชง 3 โมเดลพลิกวิกฤต ยกระดับปราบ “ต่างชาติรุกไทย” ทั้ง นอมินี-ฟอกเงิน-ธุรกิจบังหน้า จี้ใช้มาตรการเพิกถอนวีซ่า สกัดภัยคุกคามเศรษฐกิจไทย
7 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร จากคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสนอทางออกเชิงระบบในการจัดการปัญหา “ต่างชาติรุกไทย” ในมิติที่กระทบกับความมั่นคงและเศรษฐกิจ
- พุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มคนต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมาย หรือมีพฤติการณ์ต้องสงสัยด้านความมั่นคง
- ใช้กลไกการเพิกถอนวีซ่าและใบอนุญาตพำนักในราชอาณาจักร
- รัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงต้องปรับระบบการเพิกถอนวีซ่าและการตรวจสอบใบอนุญาตให้เท่าทันกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่
1.ปัญหาการทำงานผิดกฎหมาย แม้จะเป็นพื้นฐาน แต่การประกอบอาชีพปัจจุบันหลากหลายมาก และบางอาชีพ กฎหมายตามไม่ทัน หรือเอื้อมไม่ถึง
2.การถือหุ้นแทนคนต่างชาติ (นอมินี)
3.การใช้โครงสร้างธุรกิจบังหน้าเพื่อแทรกซึมทางเศรษฐกิจ
หลายกรณีเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและการฟอกเงิน
1.การถือหุ้นแทนคนต่างชาติ หรือการใช้บริษัทตัวแทนอำพราง ต้องถูกนิยามว่าเป็น “ภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”
เหตุผล : เนื่องจากเปิดช่องให้ทุนผิดกฎหมายและองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเข้ามาครอบงำเศรษฐกิจในพื้นที่สำคัญของประเทศ
วิธีการ : รัฐต้องเร่งรัดกระบวนการตรวจสอบและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกองบังคับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถเพิกถอนวีซ่า ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ และใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว
ตัวอย่าง : ในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มีระบบตรวจสอบบริษัทและเส้นทางการเงินแบบดิจิทัลเชื่อมโยงหลายหน่วยงาน ทำให้สามารถระงับใบอนุญาตและเพิกถอนสิทธิการพำนักของชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
ประเทศออสเตรเลียใช้กลไกตรวจสอบการลงทุนต่างชาติและความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานกำกับธุรกิจ หากพบการถือหุ้นอำพรางหรือธุรกรรมผิดปกติ สามารถยกเลิกวีซ่าและระงับกิจการได้ทันทีระหว่างการสอบสวน
2. รัฐบาลควรกระจายอำนาจให้จังหวัดหรือพื้นที่เสี่ยงสามารถดำเนินมาตรการด้านความมั่นคงได้รวดเร็วมากขึ้น
เหตุผล : เพราะเมืองชายแดนและจังหวัดหรืออำเภอบางจุด กลายเป็นพื้นที่ที่มีการอพยพและตั้งถิ่นฐานผิดกฎหมายจำนวนมาก
สถานการณ์ : ปัจจุบันบางจังหวัดมีคณะกรรมการระดับพื้นที่อยู่แล้ว แต่ยังขาดอำนาจเชิงปฏิบัติในการสั่งระงับหรือเสนอเพิกถอนใบอนุญาตอย่างเร่งด่วน
วิธีการ : พัฒนา “ศูนย์ปฏิบัติการร่วมด้านวีซ่าและใบอนุญาต” ที่เชื่อมข้อมูลแบบเรียลไทม์และสามารถเสนอเพิกถอนวีซ่าหรือใบอนุญาตได้ทันทีเมื่อพบพฤติการณ์เสี่ยง
ตัวอย่าง : สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ใช้ระบบเชื่อมโยงข้อมูลแรงงาน วีซ่า และใบอนุญาตธุรกิจแบบรวมศูนย์ หากตรวจพบการทำงานผิดกฎหมายหรือบริษัทบังหน้า หน่วยงานสามารถระงับใบอนุญาตและยกเลิกวีซ่าได้อย่างรวดเร็วผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ลดขั้นตอนด้านเอกสารและลดช่องว่างการทุจริต
3.แม้กฎหมายไทยมีมาตรการรองรับอยู่แล้ว เช่น
- พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522
- พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542
- พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่ “ความล่าช้าในการบังคับใช้” และ “ช่องว่างในการประสานงานระหว่างหน่วยงาน”
ผล : ทำให้เครือข่ายต่างชาติสามารถใช้กระบวนการอุทธรณ์หรือช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อยืดเวลาและขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจต่อไปได้
วิธีการ : พิจารณาปรับกระบวนการให้สามารถ “พักใช้” หรือ “ระงับชั่วคราว” วีซ่าและใบอนุญาตได้ทันทีเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยด้านความมั่นคง ก่อนเข้าสู่กระบวนการสอบสวนเต็มรูปแบบ
ตัวอย่าง : สหรัฐอเมริกา หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสามารถเพิกถอนวีซ่าหรือระงับสิทธิการเข้าประเทศได้อย่างรวดเร็วเมื่อพบความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมทางการเงิน ความมั่นคง หรือการฉ้อโกงด้านธุรกิจ
ข้อเสนอ : รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มบทลงโทษทั้งทางวินัยและทางอาญาต่อเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเอื้อประโยชน์ให้คนต่างชาติพักพิง ทำธุรกิจ หรือถือครองทรัพย์สินโดยผิดกฎหมาย
- การออกใบอนุญาตโดยมิชอบ
- การรับผลประโยชน์
- การปล่อยปละละเลย
“ปัญหาในปัจจุบันไม่ได้เป็นแต่เพียงการควบคุมคนเข้าเมืองเท่านั้น แต่คือการแข่งขันกับการขยายตัวของภัยคุกคามข้ามชาติ และองค์กรอาชญากรรมที่ใช้กลไกทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือแทรกซึมรัฐและสังคมไทยอย่างเป็นระบบ”
ข่าวล่าสุด