เนชั่นทีวี

ข่าว

ถกเข้ม "ความมั่นคงใหม่" จี้รัฐบาลอนุทิน 2 สยบมลพิษข้ามพรมแดน

18 เม.ย. 2569

ถกเข้ม "ความมั่นคงใหม่" จี้รัฐบาลอนุทิน 2 สยบมลพิษข้ามพรมแดน

เวทีเสวนา มฟล. สะท้อนวิกฤตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน กระทบสุขภาพและเศรษฐกิจเชียงราย จี้รัฐบาลเร่งแปลงนโยบายสู่ภาคปฏิบัติ ชู 5 มาตรการยกระดับปัญหาสารโลหะหนักเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือไร้พรมแดน

18 เมษายน 2569  เวลา 09.00 น. ที่สถาบันศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ต.ท่าสุด อ.เมือง จ.เชียงราย สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จัดกิจกรรมเสวนาหัวข้อ “จากสายลมเหนือถึงสายน้ำโขง” ภายใต้รายวิชา Conflict, Security, and Border โดยมี ดร.ธนิกุล จันทรา คณบดี กล่าวเปิดงาน  ดร.สืบสกุล กิจนุกรณ์ อาจารย์ประจำสำนักฯ ร่วมดำเนินกิจกรรม มีนักศึกษาและประชาชนเข้าร่วมกว่า 80 คน ภายใต้การจัดกิจกรรมโดย ดร.นิชานท์ สิงหพุทธางกูร อาจารย์สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

เวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนภาพ “ความมั่นคงรูปแบบใหม่” ของจังหวัดเชียงราย ที่เชื่อมโยงกับปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ทั้งมลพิษจากเหมืองแร่ ฝุ่นควัน และคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำสำคัญ

ดร.สืบสกุล กิจนุกรณ์ ระบุว่า จากการศึกษาภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณต้นแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย พบการขยายตัวของเหมืองแร่ในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน ลักษณะใกล้เคียงเหมืองทองคำหรือแร่หายากในรัฐกะฉิ่น ประเทศเมียนมา ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการปล่อยสารพิษลงสู่แหล่งน้ำและไหลเข้าสู่แม่น้ำโขง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ควรจำกัดความรับผิดชอบเฉพาะผู้ทำเหมือง แต่ควรพิจารณาถึงห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะผู้รับซื้อและผู้นำเข้าแร่

ถกเข้ม "ความมั่นคงใหม่" จี้รัฐบาลอนุทิน 2 สยบมลพิษข้ามพรมแดน

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการปรับจุดตรวจคุณภาพน้ำของหน่วยงานรัฐจากพื้นที่ชายแดนมาอยู่บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำกก ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน และกระทบต่อการเจรจาระหว่างประเทศ ขณะที่ผลกระทบเริ่มปรากฏชัด ทั้งน้ำประปาที่ใช้น้ำดิบจากแม่น้ำกก สาย รวก และโขง การเกษตร และห่วงโซ่อาหารที่พบการปนเปื้อนโลหะหนัก

พร้อมกันนี้ ได้เสนอ 5 มาตรการสำคัญ ได้แก่

  1. ยกระดับปัญหาสารโลหะหนักเป็นวาระแห่งชาติ
  2. แก้ปัญหาแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามพรมแดนร่วมกับเมียนมาและจีน
  3. จัดตั้งห้องปฏิบัติการกลางมาตรฐานในจังหวัด
  4. จัดหาแหล่งน้ำสำรอง
  5. ติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติในแม่น้ำกก

โดยในส่วนของการเสวนา โดยมี ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐ  อ.เฉลิมพันธ์ แก้วกันทะ นักวิจัยด้านสุขภาพ น.ส.ศิริวิมล กิตะพาณิชย์ ผู้บริหารไร่รื่นรมย์  นายพงศกร อารีศิริไพศาล ตัวแทนภาคธุรกิจกาแฟ และ นายศรัทธา อุดมฤทธิ์ เครือข่ายเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดน

ด้าน ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐฯ กล่าวถึงปัญหาฝุ่นพิษในภาคเหนือว่า เป็นผลจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการเผาในภาคเกษตร เช่น นาข้าวและไร่ข้าวโพด ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดิน พร้อมชี้ว่าฝุ่นเป็น “ปลายเหตุ” ขณะที่ต้นเหตุคือโครงสร้างการใช้ทรัพยากร และยังมีมลพิษจากภาคเมือง อุตสาหกรรม และข้ามพรมแดน จึงต้องแก้ทั้งระบบ พร้อมผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด และขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

ถกเข้ม "ความมั่นคงใหม่" จี้รัฐบาลอนุทิน 2 สยบมลพิษข้ามพรมแดน

อ.เฉลิมพันธ์ แก้วกันทะ นักวิจัยด้านสุขภาพ ระบุว่า ปัญหาน้ำปนเปื้อนเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งเกษตรกรรมและน้ำเสียชุมชน โดยในรอบ 350 วัน ประชาชนมีน้ำสะอาดใช้เพียงประมาณ 90 วัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว จำเป็นต้องเร่งสื่อสารข้อมูลและสร้างความเข้าใจให้ประชาชนร่วมลดมลพิษ

ขณะที่ภาคเอกชนและชุมชนสะท้อนผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ น.ส.ศิริวิมล กิตะพาณิชย์ ผู้บริหารไร่รื่นรมย์ ระบุว่า คุณภาพน้ำและสภาพอากาศส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรโดยตรง และเรียกร้องให้ภาครัฐมีแผนรับมืออย่างเป็นระบบ

นายพงศกร อารีศิริไพศาล ตัวแทนภาคธุรกิจกาแฟ ชี้ว่าปัญหาฝุ่นและน้ำกระทบภาคธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการผลิตกาแฟที่พึ่งพาระบบนิเวศป่า ซึ่งยังทำหน้าที่เป็นแนวกันชนไฟป่า

ด้านนักศึกษาและเครือข่ายเยาวชน สะท้อนผลกระทบในระดับพื้นที่ นายศรัทธา อุดมฤทธิ์ ระบุว่าการท่องเที่ยวริมแม่น้ำกกซบเซา ชุมชนต้องหาน้ำสะอาดใช้

ขณะที่ น.ส.นันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ เสนอให้สร้างพื้นที่ความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อน

โดย เวทีเสวนาดังกล่าวสะท้อนชัดว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงประเด็นท้องถิ่น แต่เชื่อมโยงระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่แม่นยำ กลไกความร่วมมือ และนโยบายเชิงรุก เพื่อปกป้องทรัพยากรและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ถกเข้ม "ความมั่นคงใหม่" จี้รัฐบาลอนุทิน 2 สยบมลพิษข้ามพรมแดน

ดร.นิชานท์ สิงหพุทธางกูร กล่าวว่า เวลาเราพูดเรื่องกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ อาจจะต้องขออนุญาตแบ่งความเข้าใจในเรื่องของคำว่าพรมแดนเป็น 3 กรอบ  กรอบแรกก็คือกรอบที่เรียกว่าเป็นภูมิประเทศที่มีพื้นที่เขตแดนติดต่อกัน  กรอบแบบที่สองที่เราควรจะนำมาใช้พิเคราะห์ก็คือเป็นรัฐกับรัฐ  กรอบสุดท้ายก็คือกรอบที่รัฐต่างๆ อยู่ร่วมกัน แชร์ความร่วมมือร่วมกัน ตนคิดว่า 3 กรอบนี้อาจจะต้องมาโฟกัสแต่ละกรอบว่าแต่ละกรอบควรจะมีกลไก มีวิธีการ มีใครบ้างที่อยู่ในนั้นในการที่จะร่วมขับเคลื่อน

ทุกวันนี้เราจะเห็นเฉพาะกรอบความร่วมมือระดับใหญ่ที่มีรัฐต่างๆ ก็คือในระดับภูมิภาค กลไกกรอบความร่วมมือเหล่านั้นเราจะเห็นว่ามันมีทั้งข้อท้าทายหลายประเด็น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น กรอบของอาเซียนเองก็จะมีปัญหาข้อหนึ่งก็คือการที่เราไม่สามารถที่จะเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในหรือเข้าไปเกี่ยวข้องในอธิปไตยเขตแดน ถึงแม้ว่ามันจะมีผลกระทบมาต่อประเทศประเทศอื่นที่ไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา

ดังนั้น ตนคิดว่าเราอาจจะต้อง Re-engineering ระบบวิธีคิดของเรื่องของกรอบความร่วมมือในระดับโลกก่อน ซึ่ง ณ ปัจจุบันก็มีความคิดในกลุ่มนักวิชาการอาเซียนศึกษาหลายท่านนะครับ ก็พยายามที่จะบอกว่าถ้ามันเป็นเรื่องของความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น เรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เป็นประเด็นเกี่ยวกับคำว่าข้ามแดน Transboundary พวกนี้อาจจะต้องมา เขาเรียกว่า Re-calibrate ใหม่ มา Re-thought ใหม่ มา Re-define ใหม่ว่าเราจะสามารถที่จะสร้างกลไกความร่วมมือแบบแทรกแซงได้ไหม อันนี้คือกรอบความร่วมมือระดับใหญ่

ส่วนกรอบความร่วมมือระดับรัฐกับรัฐเอง ซึ่งผมคิดว่าในกลุ่มประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอาเซียนตอนบนเนี่ย เรามีวิธีการที่เรียกว่า ASEAN Way หรือความไว้วางใจ หรือวิธีการอื่นๆ ที่เราใช้ Trust มากขึ้น ในการที่จะสร้างความไวเนื้อเชื่อใจผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น กระบวนการการพัฒนา การแชร์กระบวนการพัฒนาเทคโนโลยี การศึกษา สาธารณสุข หรือประเด็นสิ่งแวดล้อมช่วยในอีกประเทศหนึ่งโดยใช้กระบวนการความไว้วางใจเข้าไปช่วยเหลือ

ทั้งหมดทั้งมวลในกรอบที่สองที่เป็นรัฐกับรัฐ มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยครับถ้าไม่มีหน่วยงานภายในประเทศนั้นที่อยู่ในรัฐนั้น เช่น ภาคสาธารณสุข ภาคการศึกษา ในการที่จะสร้าง เรียกว่าเป็น Diplomacy หรือว่านโยบายทางการศึกษา นโยบายทางสาธารณสุข นโยบายในด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่สามารถส่งต่อข้ามไปช่วยเขาได้

“เพราะฉะนั้นอย่างภาคส่วนมหาวิทยาลัยเอง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของการพัฒนาข้ามแดน โดยเฉพาะสำนักวิชานวัตกรรมสังคม ให้ความสำคัญกับเรื่องของคำว่าความยั่งยืน เราจะสามารถสร้างความยั่งยืนให้ประเทศของเราได้ยังไง

ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านยังไม่ยั่งยืน ยังไม่มั่นคง เพราะฉะนั้นเราคงต้องจับมือร่วมกันจากสเกลที่ใหญ่ที่สุดในระดับภูมิภาค ลงมาถึงสเกลที่เป็นระดับรัฐ แล้วก็ลงมาสู่ระดับที่อยู่ในรัฐ ในระดับของหน่วยงานต่างๆ ของรัฐในแต่ละประเทศที่จะขับเคลื่อนร่วมกัน ตนคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้น สิ่งที่ท้าทายที่สุดผมคิดว่า เราอาจจะต้องไม่ Think Big   แต่เรา Think Small เราลองทำสิ่งที่เล็กที่สุดในระดับภูมิภาค ในระดับรัฐ ในระดับหน่วยงานต่างๆ ในประเทศดูไหม ภาคประชาชน ภาคสังคม ใช้คำว่าประชาชนกับประชาชนมากกว่าที่จะใช้คำว่ารัฐกับรัฐ ไม่ได้หมายความว่าให้ละทิ้งคำว่ารัฐกับรัฐ แต่ให้ทำงานคู่ขนานกันมากขึ้น ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Track ในการประสานกันระหว่างจากด้านบนลงมาสู่ข้างล่าง จากข้างล่างขึ้นไปสู่ตรงกลางและไปสู่ข้างบน

ตนคิดว่าถ้าอยากจะพัฒนาให้เรื่องข้ามแดนมันสำเร็จ คงต้องดำเนินการพร้อมกันทั้ง 3 ระดับ โดยเฉพาะเริ่มจากระดับที่เล็กที่สุด

ดร.นิชานท์ กล่าวอีกว่า งานครั้งนี้เป็นงานของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สำนักวิชานวัตกรรมสังคมนะครับ ซึ่งอยู่ในภาควิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ เขามีหน้าที่ในการที่จะต้องทำความเข้าใจปัญหา หาทางออก ไม่ใช่แค่บอกว่าปัญหาคืออะไร แต่เค้าจะต้องมีวิธีการสร้างกลไกที่เรียกว่า กลไกนวัตกรรมสังคม เพื่อจะเป็น Changemaker ในการที่จะสร้างกลไกเชื่อมต่อระหว่างภาคส่วนต่างๆ เหมือนงานวันนี้ จากสายลมเหนือถึงสายน้ำโขง จะเห็นเลยว่านักศึกษาเป็นผู้ริเริ่มจัดงานทั้งหมดด้วยตัวเอง เลือกคนที่จะมาเป็นวิทยากรเอง เลือกผู้ที่จะมาร่วมเสวนาในภาคส่วนต่างๆ เอง แล้วก็ใช้ความรู้ที่เขามีตั้งแต่ปี 1 จนถึงปี 4 ในการมาตกผลึกสกัดออกมาเป็นงานสัมมนาครั้งนี้

ซึ่งงานสัมมนาครั้งนี้มีความหมายมากสำหรับพวกเค้า แล้วก็มีคุณค่าด้วยสำหรับพวกเรา ในฐานะผู้ใหญ่ อาจารย์ คนเชียงราย คนที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งจะส่ง Message นี้ ส่งต่อไปให้ถึงเยาวชนรุ่นใหม่ รวมถึงเยาวชนข้ามแดนที่เราอยากจะสร้างความสัมพันธ์ประสาน เพราะฉะนั้นความมั่นคงรูปแบบใหม่ถือว่าตอนนี้ไม่ใช่ความมั่นคงเฉพาะของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นความมั่นคงร่วมกัน

ด้าน ดร.สืบสกุล กิจนะกร กล่าวว่า ตนคิดว่าเราต้องการให้รัฐบาลอนุทิน 2  มีนโยบายในการไปเจรจากับทางการเมียนมา กับทางการจีน เพื่อหาทางออกในการยุติการทำเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน  ซึ่งตอนนี้การแถลงนโยบายของรัฐบาลเนี่ย มีเพียงวลีเดียวที่บอกว่า ปัญหามีการทำเหมือง แบบลักลอบทำเหมือง ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นปัญหาความมั่นคง ซึ่งตรงนี้ก็อยากให้รัฐบาลแปลงเอานโยบายตรงนี้ไปสู่ภาคปฏิบัติ โดยการเจรจากับจีนและเมียนมา

ด้าน ดร.นิอร สิริมงคลเลิศกุล กล่าวว่า ในประเด็นของเรื่องของมลพิษข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ PM 2.5 คือมลพิษทางอากาศ แล้วก็เรื่องของสารปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำ เราจะเห็นได้ว่าแหล่งกำเนิดมันอยู่ข้างนอกทั้งหมด อย่างกรณีที่จังหวัดเชียงรายเราพิสูจน์มาแล้วว่าถึงแม้เราจะลดฮอตสปอตได้ดี เบิร์นแอเรียเราน้อยที่สุด แต่ปัญหามันไม่ได้หายไปเลย แล้วมันก็หนักขึ้นทุก ๆ ปี มันไม่มีขอบเขต เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหามันก็ต้องเป็นการแก้ปัญหาแบบไร้พรมแดน นั่นคือชวนคนในแต่ละแดนเนี่ยมาหารือกัน แล้วก็ทำให้เป็นรูปธรรมที่สุดในเรื่องของกลไกของความร่วมมือ

แต่สิ่งหนึ่งค่ะที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องของมลพิษข้ามพรมแดนจากเรื่องของมลพิษทางอากาศ มันยังมีข้อจำกัดหลาย ๆ

อย่างในระหว่างความร่วมมือเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นบริบทของแต่ละประเทศเอง หรือการที่จะมีลักษณะการเป็นรูปธรรม เรายังไม่เห็นตรงนั้น อยากจะให้ทุกภาคส่วนเรียนรู้จากมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนว่าเราได้ทั้งภาครัฐเองมีความคืบหน้ามีความพยายามที่จะก่อให้เกิดอาเซียนเฮซฟรีเกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งเรื่องของเคลียร์สกายสแตรทิจีก็ดี มันเป็นความพยายามที่กำลังจะทำแล้วก็นำไปสู่แอ็คชันต่อไป

ทุกอย่างเราไม่อยากให้เป็นแค่เอกสาร ไม่อยากให้เป็นแค่โต๊ะเจรจา ไม่อยากให้เป็นแค่ลักษณะของเอกสารความร่วมมือ แต่เราต้องการแอ็คชัน และไม่ใช่แอ็คชันแพลน แต่เป็นแอ็คชันแอคทิวิตีร่วมกัน เรามีแนวความคิดร่วมกันอย่างนี้ว่าเป็นไปได้ไหม ในประเทศในกลุ่มลุ่มน้ำโขงที่เราจะมีจังหวัดละ 1 ประเทศอะค่ะที่จะมาแอ็คชันร่วมกัน ในในแนวของบอร์เดอร์เหล่านี้ ผู้ได้รับผลกระทบเหมือนกัน แหล่งกำเนิดไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่ว่าแหล่งกำเนิดนั้นอยู่ที่ไหน ถ้าเป็นมลพิษของทางอากาศเรารู้อยู่แล้วว่าส่วนใหญ่แล้วมาจากโอเพนเบิร์นนิงแล้วมันคืออะไร เราอยากจะชวนให้สืบเสาะให้เป็นรูปธรรมแบบนั้นออกมา และเป็นความร่วมมือที่ไม่ใช่เป็นแค่ข้อกำหนดว่าเราจะลดฮอตสปอตกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าไม่ลดแล้วมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ เราไม่มีตรงนั้นต่อมา

เช่นเดียวกัน แน่นอนว่าสาเหตุหลักของน้ำปนเปื้อนโลหะหนักเนี่ย มันไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ในประเทศของเรา หรือไม่ได้อยู่