อ.เฉลิมพันธ์ แก้วกันทะ นักวิจัยด้านสุขภาพ ระบุว่า ปัญหาน้ำปนเปื้อนเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งเกษตรกรรมและน้ำเสียชุมชน โดยในรอบ 350 วัน ประชาชนมีน้ำสะอาดใช้เพียงประมาณ 90 วัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว จำเป็นต้องเร่งสื่อสารข้อมูลและสร้างความเข้าใจให้ประชาชนร่วมลดมลพิษ
ขณะที่ภาคเอกชนและชุมชนสะท้อนผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ น.ส.ศิริวิมล กิตะพาณิชย์ ผู้บริหารไร่รื่นรมย์ ระบุว่า คุณภาพน้ำและสภาพอากาศส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรโดยตรง และเรียกร้องให้ภาครัฐมีแผนรับมืออย่างเป็นระบบ
นายพงศกร อารีศิริไพศาล ตัวแทนภาคธุรกิจกาแฟ ชี้ว่าปัญหาฝุ่นและน้ำกระทบภาคธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการผลิตกาแฟที่พึ่งพาระบบนิเวศป่า ซึ่งยังทำหน้าที่เป็นแนวกันชนไฟป่า
ด้านนักศึกษาและเครือข่ายเยาวชน สะท้อนผลกระทบในระดับพื้นที่ นายศรัทธา อุดมฤทธิ์ ระบุว่าการท่องเที่ยวริมแม่น้ำกกซบเซา ชุมชนต้องหาน้ำสะอาดใช้
ขณะที่ น.ส.นันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ เสนอให้สร้างพื้นที่ความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อน
โดย เวทีเสวนาดังกล่าวสะท้อนชัดว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงประเด็นท้องถิ่น แต่เชื่อมโยงระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่แม่นยำ กลไกความร่วมมือ และนโยบายเชิงรุก เพื่อปกป้องทรัพยากรและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
ดร.นิชานท์ สิงหพุทธางกูร กล่าวว่า เวลาเราพูดเรื่องกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ อาจจะต้องขออนุญาตแบ่งความเข้าใจในเรื่องของคำว่าพรมแดนเป็น 3 กรอบ กรอบแรกก็คือกรอบที่เรียกว่าเป็นภูมิประเทศที่มีพื้นที่เขตแดนติดต่อกัน กรอบแบบที่สองที่เราควรจะนำมาใช้พิเคราะห์ก็คือเป็นรัฐกับรัฐ กรอบสุดท้ายก็คือกรอบที่รัฐต่างๆ อยู่ร่วมกัน แชร์ความร่วมมือร่วมกัน ตนคิดว่า 3 กรอบนี้อาจจะต้องมาโฟกัสแต่ละกรอบว่าแต่ละกรอบควรจะมีกลไก มีวิธีการ มีใครบ้างที่อยู่ในนั้นในการที่จะร่วมขับเคลื่อน
ทุกวันนี้เราจะเห็นเฉพาะกรอบความร่วมมือระดับใหญ่ที่มีรัฐต่างๆ ก็คือในระดับภูมิภาค กลไกกรอบความร่วมมือเหล่านั้นเราจะเห็นว่ามันมีทั้งข้อท้าทายหลายประเด็น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น กรอบของอาเซียนเองก็จะมีปัญหาข้อหนึ่งก็คือการที่เราไม่สามารถที่จะเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในหรือเข้าไปเกี่ยวข้องในอธิปไตยเขตแดน ถึงแม้ว่ามันจะมีผลกระทบมาต่อประเทศประเทศอื่นที่ไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา
ดังนั้น ตนคิดว่าเราอาจจะต้อง Re-engineering ระบบวิธีคิดของเรื่องของกรอบความร่วมมือในระดับโลกก่อน ซึ่ง ณ ปัจจุบันก็มีความคิดในกลุ่มนักวิชาการอาเซียนศึกษาหลายท่านนะครับ ก็พยายามที่จะบอกว่าถ้ามันเป็นเรื่องของความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น เรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เป็นประเด็นเกี่ยวกับคำว่าข้ามแดน Transboundary พวกนี้อาจจะต้องมา เขาเรียกว่า Re-calibrate ใหม่ มา Re-thought ใหม่ มา Re-define ใหม่ว่าเราจะสามารถที่จะสร้างกลไกความร่วมมือแบบแทรกแซงได้ไหม อันนี้คือกรอบความร่วมมือระดับใหญ่
ส่วนกรอบความร่วมมือระดับรัฐกับรัฐเอง ซึ่งผมคิดว่าในกลุ่มประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอาเซียนตอนบนเนี่ย เรามีวิธีการที่เรียกว่า ASEAN Way หรือความไว้วางใจ หรือวิธีการอื่นๆ ที่เราใช้ Trust มากขึ้น ในการที่จะสร้างความไวเนื้อเชื่อใจผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น กระบวนการการพัฒนา การแชร์กระบวนการพัฒนาเทคโนโลยี การศึกษา สาธารณสุข หรือประเด็นสิ่งแวดล้อมช่วยในอีกประเทศหนึ่งโดยใช้กระบวนการความไว้วางใจเข้าไปช่วยเหลือ
ทั้งหมดทั้งมวลในกรอบที่สองที่เป็นรัฐกับรัฐ มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยครับถ้าไม่มีหน่วยงานภายในประเทศนั้นที่อยู่ในรัฐนั้น เช่น ภาคสาธารณสุข ภาคการศึกษา ในการที่จะสร้าง เรียกว่าเป็น Diplomacy หรือว่านโยบายทางการศึกษา นโยบายทางสาธารณสุข นโยบายในด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่สามารถส่งต่อข้ามไปช่วยเขาได้
“เพราะฉะนั้นอย่างภาคส่วนมหาวิทยาลัยเอง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของการพัฒนาข้ามแดน โดยเฉพาะสำนักวิชานวัตกรรมสังคม ให้ความสำคัญกับเรื่องของคำว่าความยั่งยืน เราจะสามารถสร้างความยั่งยืนให้ประเทศของเราได้ยังไง
ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านยังไม่ยั่งยืน ยังไม่มั่นคง เพราะฉะนั้นเราคงต้องจับมือร่วมกันจากสเกลที่ใหญ่ที่สุดในระดับภูมิภาค ลงมาถึงสเกลที่เป็นระดับรัฐ แล้วก็ลงมาสู่ระดับที่อยู่ในรัฐ ในระดับของหน่วยงานต่างๆ ของรัฐในแต่ละประเทศที่จะขับเคลื่อนร่วมกัน ตนคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้น สิ่งที่ท้าทายที่สุดผมคิดว่า เราอาจจะต้องไม่ Think Big แต่เรา Think Small เราลองทำสิ่งที่เล็กที่สุดในระดับภูมิภาค ในระดับรัฐ ในระดับหน่วยงานต่างๆ ในประเทศดูไหม ภาคประชาชน ภาคสังคม ใช้คำว่าประชาชนกับประชาชนมากกว่าที่จะใช้คำว่ารัฐกับรัฐ ไม่ได้หมายความว่าให้ละทิ้งคำว่ารัฐกับรัฐ แต่ให้ทำงานคู่ขนานกันมากขึ้น ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Track ในการประสานกันระหว่างจากด้านบนลงมาสู่ข้างล่าง จากข้างล่างขึ้นไปสู่ตรงกลางและไปสู่ข้างบน
ตนคิดว่าถ้าอยากจะพัฒนาให้เรื่องข้ามแดนมันสำเร็จ คงต้องดำเนินการพร้อมกันทั้ง 3 ระดับ โดยเฉพาะเริ่มจากระดับที่เล็กที่สุด
ดร.นิชานท์ กล่าวอีกว่า งานครั้งนี้เป็นงานของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สำนักวิชานวัตกรรมสังคมนะครับ ซึ่งอยู่ในภาควิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ เขามีหน้าที่ในการที่จะต้องทำความเข้าใจปัญหา หาทางออก ไม่ใช่แค่บอกว่าปัญหาคืออะไร แต่เค้าจะต้องมีวิธีการสร้างกลไกที่เรียกว่า กลไกนวัตกรรมสังคม เพื่อจะเป็น Changemaker ในการที่จะสร้างกลไกเชื่อมต่อระหว่างภาคส่วนต่างๆ เหมือนงานวันนี้ จากสายลมเหนือถึงสายน้ำโขง จะเห็นเลยว่านักศึกษาเป็นผู้ริเริ่มจัดงานทั้งหมดด้วยตัวเอง เลือกคนที่จะมาเป็นวิทยากรเอง เลือกผู้ที่จะมาร่วมเสวนาในภาคส่วนต่างๆ เอง แล้วก็ใช้ความรู้ที่เขามีตั้งแต่ปี 1 จนถึงปี 4 ในการมาตกผลึกสกัดออกมาเป็นงานสัมมนาครั้งนี้
ซึ่งงานสัมมนาครั้งนี้มีความหมายมากสำหรับพวกเค้า แล้วก็มีคุณค่าด้วยสำหรับพวกเรา ในฐานะผู้ใหญ่ อาจารย์ คนเชียงราย คนที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งจะส่ง Message นี้ ส่งต่อไปให้ถึงเยาวชนรุ่นใหม่ รวมถึงเยาวชนข้ามแดนที่เราอยากจะสร้างความสัมพันธ์ประสาน เพราะฉะนั้นความมั่นคงรูปแบบใหม่ถือว่าตอนนี้ไม่ใช่ความมั่นคงเฉพาะของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นความมั่นคงร่วมกัน
ด้าน ดร.สืบสกุล กิจนะกร กล่าวว่า ตนคิดว่าเราต้องการให้รัฐบาลอนุทิน 2 มีนโยบายในการไปเจรจากับทางการเมียนมา กับทางการจีน เพื่อหาทางออกในการยุติการทำเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน ซึ่งตอนนี้การแถลงนโยบายของรัฐบาลเนี่ย มีเพียงวลีเดียวที่บอกว่า ปัญหามีการทำเหมือง แบบลักลอบทำเหมือง ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นปัญหาความมั่นคง ซึ่งตรงนี้ก็อยากให้รัฐบาลแปลงเอานโยบายตรงนี้ไปสู่ภาคปฏิบัติ โดยการเจรจากับจีนและเมียนมา
ด้าน ดร.นิอร สิริมงคลเลิศกุล กล่าวว่า ในประเด็นของเรื่องของมลพิษข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ PM 2.5 คือมลพิษทางอากาศ แล้วก็เรื่องของสารปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำ เราจะเห็นได้ว่าแหล่งกำเนิดมันอยู่ข้างนอกทั้งหมด อย่างกรณีที่จังหวัดเชียงรายเราพิสูจน์มาแล้วว่าถึงแม้เราจะลดฮอตสปอตได้ดี เบิร์นแอเรียเราน้อยที่สุด แต่ปัญหามันไม่ได้หายไปเลย แล้วมันก็หนักขึ้นทุก ๆ ปี มันไม่มีขอบเขต เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหามันก็ต้องเป็นการแก้ปัญหาแบบไร้พรมแดน นั่นคือชวนคนในแต่ละแดนเนี่ยมาหารือกัน แล้วก็ทำให้เป็นรูปธรรมที่สุดในเรื่องของกลไกของความร่วมมือ
แต่สิ่งหนึ่งค่ะที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องของมลพิษข้ามพรมแดนจากเรื่องของมลพิษทางอากาศ มันยังมีข้อจำกัดหลาย ๆ
อย่างในระหว่างความร่วมมือเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นบริบทของแต่ละประเทศเอง หรือการที่จะมีลักษณะการเป็นรูปธรรม เรายังไม่เห็นตรงนั้น อยากจะให้ทุกภาคส่วนเรียนรู้จากมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนว่าเราได้ทั้งภาครัฐเองมีความคืบหน้ามีความพยายามที่จะก่อให้เกิดอาเซียนเฮซฟรีเกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งเรื่องของเคลียร์สกายสแตรทิจีก็ดี มันเป็นความพยายามที่กำลังจะทำแล้วก็นำไปสู่แอ็คชันต่อไป
ทุกอย่างเราไม่อยากให้เป็นแค่เอกสาร ไม่อยากให้เป็นแค่โต๊ะเจรจา ไม่อยากให้เป็นแค่ลักษณะของเอกสารความร่วมมือ แต่เราต้องการแอ็คชัน และไม่ใช่แอ็คชันแพลน แต่เป็นแอ็คชันแอคทิวิตีร่วมกัน เรามีแนวความคิดร่วมกันอย่างนี้ว่าเป็นไปได้ไหม ในประเทศในกลุ่มลุ่มน้ำโขงที่เราจะมีจังหวัดละ 1 ประเทศอะค่ะที่จะมาแอ็คชันร่วมกัน ในในแนวของบอร์เดอร์เหล่านี้ ผู้ได้รับผลกระทบเหมือนกัน แหล่งกำเนิดไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่ว่าแหล่งกำเนิดนั้นอยู่ที่ไหน ถ้าเป็นมลพิษของทางอากาศเรารู้อยู่แล้วว่าส่วนใหญ่แล้วมาจากโอเพนเบิร์นนิงแล้วมันคืออะไร เราอยากจะชวนให้สืบเสาะให้เป็นรูปธรรมแบบนั้นออกมา และเป็นความร่วมมือที่ไม่ใช่เป็นแค่ข้อกำหนดว่าเราจะลดฮอตสปอตกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าไม่ลดแล้วมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ เราไม่มีตรงนั้นต่อมา
เช่นเดียวกัน แน่นอนว่าสาเหตุหลักของน้ำปนเปื้อนโลหะหนักเนี่ย มันไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ในประเทศของเรา หรือไม่ได้อยู่