svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

กระหึ่ม! “ด่านมีไว้ทำไม ชายแดนใต้” เหตุร้ายฉ่ำ! รอดด่านทุกรอบ

21 มี.ค. 2569

"เปิด 4 เหตุผลทำไม "ป่วนใต้" รอดด่านตรวจทุกรอบ? เมื่อแผนปิดเมืองใช้ไม่ได้ผลกับเหตุยิง สส.กมลศักดิ์" กระหึ่ม! “ด่านมีไว้ทำไม ชายแดนใต้” เหตุร้ายฉ่ำ!

21 มีนาคม 2569 ก่อนหน้าเกิดเหตุซุ่มยิงรถ สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ที่หน้าบ้านใน อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เพียง 4 ชั่วโมง...ปรากฏว่าเวลาประมาณ 20.55 น. วันพฤหัสบดีที่ 19 มี.ค. เพิ่งเกิด เหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนยิงใส่ ชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) ริโก๋ และจุดตรวจฉัตรวาริน อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส และยังวางวัตถุต้องสงสัยเป็นระเบิดแสวงเครื่อง บรรจุในถังดับเพลิงสีแดง ดักไว้ระหว่างทาง หวังทำร้ายเจ้าหน้าที่ชุดตรวจที่เกิดเหตุด้วย 
 

แผนปิดเมืองขั้นสูงสุด นราธิวาส แต่ปิคอัพหลุดไปยิงรถ สส.
 

ต่อมา เวลา 21.05 น. หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ตัดสินใจประกาศบังคับใช้ “แผนเผชิญเหตุปิดเมืองขั้นสูงสุด”  
 

 เหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนยิงใส่ ชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) ริโก๋

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการ “ปิดเมือง” ดังกล่าวถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการควบคุมพื้นที่ เมื่อ สว.อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

โพสต์ของ สว.อังคณา ซึ่งเคยทำงานในพื้นที่ชายแดนใต้ ในนามของคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ระบุว่า...

 

“19 มีนา 69: เพื่อความปลอดภัยสูงสุด จนท. ฉก.นราธิวาส ใช้แผน #ปิดเมือง // 21.05 สส กมลศักดิ์ถูกยิง 01 น.” 

 

การออกมาตั้งข้อสังเกตของสมาชิกวุฒิสภาในครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่ความลักลั่นของมาตรการรักษาความปลอดภัยว่า เหตุใดหลังการประกาศปิดเมืองไปแล้วราวๆ 4 ชั่วโมง คนร้ายยังสามารถก่อเหตุอุกอาจต่อบุคคลสำคัญในพื้นที่ได้ 
 

สอดรับกับข้อสังเกตของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ขณะลงพื้นที่ให้กำลังใจ สส.กมลศักดิ์ ที่บอกว่า คนร้ายก่อเหตุได้อย่างไร ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจเต็มไปหมด 
 

กระหึ่ม! “ด่านมีไว้ทำไม ชายแดนใต้” เหตุร้ายฉ่ำ! รอดด่านทุกรอบ

2 ขั้วคิดต่าง... ด่านมีไว้ทำไม?

 

การตั้งด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ชายแดนใต้ ทั้งทหาร ตำรวจ อส. และกองกำลังภาคประชาชน ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอด ว่าไม่สามารถสกัดกั้น หรือ “จำกัดเสรี” ของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้

 

เพราะตลอด 22 ปีไฟใต้ มีเหตุรุนแรงทุกรูปแบบเกิดขึ้นมากกว่า 10,000 ครั้ง ทำให้เกิดข้อถกเถียงถึงประโยชน์และประสิทธิภาพของการตั้งด่าน เนื่องจากทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เดือดร้อน และบางกรณีกลายเป็นการสร้างเงื่อนไขขัดแย้งในพื้นที่ เพราะเจ้าหน้าที่บางรายทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม หรือไปทะเลาะกับประชาชนเสียเอง

 

เรื่องนี้มี 2 แนวคิดตอบโต้กันมาตลอด

 

แนวคิดที่หนึ่ง คือ ตั้งคำถามว่า “ด่านมีไว้ทำไม” ไม่เห็นช่วยอะไร

 

แนวคิดที่สอง คือ ตั้งด่าน ดีกว่าไม่ตั้ง เพราะสามารถจำกัดเสรีกลุ่มก่อความไม่สงบได้จำนวนหนึ่ง หากไม่ตั้งด่านเลย จะทำให้คนร้ายมีเสรีในการก่อเหตุมากกว่านี้
 

4 เหตุผลใหญ่... ป่วนใต้รอดด่านตรวจทุกรอบ!

 

จากการเก็บรวบรวมข้อมูลของ “เนชั่นทีวี” พบว่า การตั้งด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ ไม่สามารถสกัดกั้นปฏิบัติการของกลุ่มก่อความไม่สงบได้จริง เพราะฝ่ายผู้ก่อเหตุมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ และเป็น “กลุ่มคนในท้องถิ่น” ชำนาญพื้นที่เป็นอย่างดี และมีกลยุทธ์ในการก่อเหตุที่แยบยล สรุปได้ดังนี้

 

1.ด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ มักตั้งอยู่บนถนนสายหลัก แต่พื้นที่ชายแดนใต้มีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นชนบทกึ่งเมือง มีสวนยางพารามากมาย ทำให้มีการตัดถนนสายรอง และถนนสายท้องถิ่นที่ชาวบ้านใช้กันจำนวนมาก ถนนเหล่านี้ทะลุถึงกันคล้ายโครงข่ายใยแมงมุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่มีกำลังมากพอที่จะไปตั้งด่านสกัดได้ทุกจุด

 

 2.กลุ่มผู้ก่อเหตุรู้จักพื้นที่ ชำนาญเส้นทาง หากมือก่อเหตุ เช่น มือปืน มือระเบิด ไม่ใช่คนในพื้นที่นั้น (เพราะต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวในการก่อเหตุ จึงอาจส่งมาจากพื้นที่อื่น) แต่เวลาก่อเหตุ ก็จะมี “ทีมนำพา” ทั้งนำทาง ทั้งสเกาท์หน้า สำรวจเส้นทางก่อนลงมือ และพาหลบหนี

 

โดย “ทีมนำพา” เรียกว่า ฝ่ายเมล์ หรือ โลจิสติกส์ จะเป็น “ทีมประจำถิ่น” ที่คอยอำนวยความสะดวกให้กับ “มือปฏิบัติการ” ที่เรียกว่า “อาร์เคเค”

 

 3.การก่อเหตุแต่ละครั้ง มีการวางแผนนานเป็นเดือนๆ มีการส่งแผนให้ฝ่ายยุทธศาสตร์ของกลุ่มก่อความไม่สงบที่ระดับรับผิดชอบระดับพื้นที่ ได้ตรวจสอบก่อน โดยยึดหลักการ “เป้าหมายชัด โอกาสมี ทางหนีพร้อม” จึงตัดสินใจเปิดไฟเขียวให้ปฏิบัติการ

 

ฉะนั้นการสกัดจับก่อนลงมือจึงยากมาก ที่สำคัญ “ทีมนำพา” หรือ “กลุ่มสเกาท์หน้า” จะใช้พวก “กลุ่มหน้าขาว” คือไม่มีหมายจับ ไม่มีประวัติคดีความมั่นคง ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สงสัยเวลาผ่านด่าน

 

4.ยุทโธปกรณ์ที่นำไปใช้ก่อเหตุ ไม่ว่าจะเป็นระเบิดแสวงเครื่อง หรือ อาวุธปืน มีการอำพราง เคลื่อนย้าย ดัดแปลงให้สามารถซุกซ่อนได้ตามเสื้อผ้า กระเป๋า หรือแม้แต่ในรถจักรยานยนต์ ทำให้หลายๆ ครั้งผ่านด่านตรวจได้ด้วยซ้ำ

 

ขณะเดียวกัน “ทีมนำพา” ยังมีเครือข่ายแนวร่วมป่วนใต้รอรับ ทั้งเปิดบ้านเป็นจุดนัดพบ เปลี่ยนเสื้อผ้า ซ่อนอาวุธ และสลับรถเพื่อหลบหนี ไม่ให้เจ้าหน้าที่สกัดจับได้อีกด้วย โดยพาหนะที่ใช้พาหนี หรือพาไปก่อเหตุ ล้วนมีการดัดแปลง อำพราง หรือเปลี่ยนป้ายทะเบียน เรียกว่า “สารพัดวิธี” เลยทีเดียว

 

ทั้งหมดนี้คือความยากของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในการทำงาน ท่ามกลางแรงกดดันและความคาดหวังของประชาชน ซึ่งมักจะสวนทาง และไม่สอดคล้องกัน!