สั่งสอบ “กู้ภัย–ตำรวจ” ปล่อยสาวเจ็บดับคาโรงพัก อ้างนึกว่าเมา
09 มี.ค. 2569
ผชบ.น. สั่งสอบปม “กู้ภัย–ตำรวจ” ประเมินพลาด ปล่อยหญิงบาดเจ็บ เสียชีวิตคาโรงพัก อ้างนึกว่าเมา – แค่แผลถลอก เร่งโอนสำนวนสอบใหม่ คืนความยุติธรรม
ข่าว
09 มี.ค. 2569
ผชบ.น. สั่งสอบปม “กู้ภัย–ตำรวจ” ประเมินพลาด ปล่อยหญิงบาดเจ็บ เสียชีวิตคาโรงพัก อ้างนึกว่าเมา – แค่แผลถลอก เร่งโอนสำนวนสอบใหม่ คืนความยุติธรรม
9 มีนาคม 2569 จากกรณีดรามาร้อนในโซเชียล หลังครอบครัวของหญิงผู้เสียชีวิต จากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้ม ออกมาร้องขอความเป็นธรรม เนื่องจากคดีผ่านมานานเกือบ 1 ปี แต่ยังไม่มีความคืบหน้า พร้อมทั้งมีการเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในโรงพัก เผยให้เห็นช่วงเวลาที่หญิงผู้บาดเจ็บ นอนหมดสติอยู่ภายในสถานีตำรวจ ขณะที่เจ้าหน้าที่บางส่วนเดินผ่านไปมา
ล่าสุด พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้สั่งการด่วนให้กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ดึงสำนวนคดีออกจากการดูแลของ สน.พหลโยธิน มาดำเนินการสอบสวนใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคม หลังถูกตั้งคำถามว่า การดำเนินคดีล่าช้า โดยเบื้องต้น ย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่ผ่านมา มีพลเมืองดีแจ้งเหตุหญิงประสบอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ล้ม บริเวณถนนลาดพร้าว เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจเข้าตรวจสอบพบว่า ผู้บาดเจ็บมีเพียงบาดแผลถลอกภายนอก และมีอาการพูดจาไม่รู้เรื่อง เจ้าหน้าที่จึงประเมินเบื้องต้นว่า อาจอยู่ในอาการมึนเมา
อย่างไรก็ตาม แทนที่จะนำตัวส่งโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่กลับพาหญิงคนดังกล่าวไปพักรอที่ สน.พหลโยธิน เพื่อรอติดต่อญาติ กระทั่งเวลาผ่านไป ผู้บาดเจ็บมีอาการนิ่งลงและชีพจรอ่อนลง ก่อนเจ้าหน้าที่จะพยายามช่วยปั๊มหัวใจ (CPR) แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ ทำให้หญิงรายดังกล่าวเสียชีวิตภายในสถานีตำรวจ
สำหรับแนวทางการตรวจสอบ ขณะนี้กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยมุ่งตรวจสอบ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
• การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจว่า เป็นไปตามมาตรฐานการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บหรือไม่
• การตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด กรณีมีเจ้าหน้าที่เดินผ่านผู้บาดเจ็บที่นอนหมดสติ โดยไม่เข้าช่วยเหลือว่า เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
• การทบทวนแนวทางปฏิบัติในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีก
ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ระบุว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว เตรียมเสนอปรับแนวปฏิบัติใหม่ โดยกำหนดหลักการว่า หากพบผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะอยู่ในอาการมึนเมา หรือมีภาวะผิดปกติทางจิตเวช ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อให้แพทย์เป็นผู้ประเมินอาการ ลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตภายในสถานีตำรวจอีกในอนาคต
สำหรับกรณีของ น.ส.วริศรา หรือ ใบตอง อายุ 21 ปี (ผู้เสียชีวิต) นั้น ผลการชันสูตรแพทย์ระบุ ปอดฉีกขาด ตับฉีกขาด มีเลือดออกในช่องอก เป็นจำนวนมาก ซี่โครงซ้ายขวาหักร่วม 8 ซี่ สันนิษฐานว่า เกิดจากการกระแทกอย่างรุนแรงจากอุบัติเหตุ
ล่าสุดได้มี กล้องวงจรปิด ฉบับยาว ซึ่งเป็น วงจรปิดภายใน สน.พหลโยธิน ซึ่งจะเห็นความเคลื่อนไหว หลังจากที่ น้องใบตอง ผู้เสียชีวิต ถูกนำตัวมาส่งที่ สน.พหลโยธิน อยู่นานหลายชั่วโมง จนกระทั่งเห็นถึง อากับกิริยาต่างๆ ที่นอนอยู่หน้าห้องสอบสวน มีบางช่วง ที่เธอพยายามกระเสือกกระสน ประคองตัวเอง มีบางช่วงที่ตำรวจ ลากโซฟา เข้ามาเพื่อให้นอน
ในวิดีโอวงจรปิด ยังเห็นผู้เสียชีวิต เริ่มปลดตะขอกางเกง ลักษณะเหมือนมีความอึดอัดจากภายใน ร้อนรน โดยมีตำรวจ 2 นาย ยืนดูอยู่ แต่ก็ได้สอบถาม หรือสงสัยว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เป็นลักษณะอาการคนเมา หรือ ตกอยู่ในสภาพของการขอความช่วยเหลือ
นางสมาภรณ์ แม่ของ "น้องใบตอง" เปิดเผยว่า หลังจากไปร้องเพจสายไหมต้องรอด ล่าสุดตำรวจโทรมาเสนอว่า จะจ่ายเงินเยียวยาให้ครอบครัว แต่ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมา แม่ ครอบครัว ทุกข์ทรมาน ถูกนิ่งเฉย บ่ายเบี่ยง จากทางตำรวจ ลักษณะเหมือนเขาจะลองดูท่าทีเราว่า จะทำอย่างไร
ขณะที่ครอบครัวก็พยายามเก็บเงิน เพื่อจะไปว่าจ้างทนายมาช่วยสู้คดี เพราะเขาบอกอายุความ 10 ปี จึงช่วยกันเก็บเงินเพื่อจะไปว่าจ้างทนาย ประกอบกับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้น กรณีที่ตำรวจ ไม่นำชายที่เส้นเลือดแตกในสมอง ผู้ที่บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ รถมอเตอร์ไซค์ล้ม ส่งโรงพยาบาล เพราะคิดว่าเมา
จึงทำให้ตนเองเห็นว่า ควรจะต้องออกมา เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานกับสังคม ไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง จึงร้องเรียนไปยัง รายการดัง และเพจสายไหมต้องรอด เพราะอยากให้เป็นคดีตัวอย่างกับสังคม
ส่วนกรณีที่ ผกก.สน.พหลโยธิน ให้สัมภาษณ์ว่า จะตั้งกรรมการสอบ อยากถามว่า ที่ผ่านมาเป็นปี ไม่เร่งดำเนินการ ซึ่งก่อนหน้านี้ หลังจากเสร็จงานศพของลูก ตนได้ปฏิญาณว่า จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ทั้งตำรวจ และ เจ้าหน้าที่กู้ภัย
ทางตำรวจก็บอกกลับแม่ว่า แม่จะมากล่าวหา ตำรวจ ให้คิดให้ดีดี ...เเต่ในใจของแม่ไม่มีอะไรจะเสีย อยากให้ลูกได้รับความยุติธรรม ไม่ว่าจะ 5 ปี 10 ปี แม่ก็รอได้ อยากให้เป็นบรรทัดฐานกับสังคม เพราะยิ่งเห็นคลิปฉบับเต็ม ก็ยิ่งสงสารลูก มีตำรวจยืน ดูขณะลูกสาว ทุรนทุราย พยายามตะเกียกตะกาย
คุณแม่เปิดเผยว่า ช่วงแรกๆ แม่พยายาม ขอกล้องวงจรปิดจาก สน.พหลโยธิน ตำรวจก็บอกว่าให้ไม่ได้ เป็นความลับของทางราชการ จึงทำให้ไม่มีทนายคนไหนเข้ามาช่วย เพราะบอกว่าไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน สู้ไปก็มีแต่แพ้ ไม่ยอมรับทำคดีให้เรา เขาบอกว่าไม่ต้องไปสู้กับตำรวจ เรื่องนี้จะต้องมีคนรับผิดชอบ ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กู้ภัย ที่ตัดสินใจผิดพลาด และเพิกเฉย เพราะหากลูกของแม่เสียชีวิตที่โรงพยาบาลก็ไม่ติดใจ
คุณแม่ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยอ้างว่า ลูกสาว ไม่มีเอกสารติดตัว อ้างว่านำส่งโรงพยาบาลไหน ก็ไม่มีใครรับ แต่ความเป็นจริงแล้วในตัวของลูกกระเป๋าสตางค์ ก็มีใบขับขี่ มีชื่อที่อยู่ ใต้เบาะรถก็มีชื่อเจ้าของรถ มันจะหายากตรงไหน เเต่ก็มาอ้างว่าไม่มีมันฟังไม่ขึ้น มาอ้างตอนที่น้องเขาเสียชีวิตไปเเล้ว
ขณะเดียวกัน บรรดาผู้สื่อข่าว พยายามติดต่อเจ้าหน้าที่กู้ภัย ซึ่งเป็นผู้ที่ตกเป็นข่าว โดยเจ้าตัวยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด แต่ขอไปออกรายการดังเพื่อชี้แจงก่อน หลังจากนั้นถึงออกมาให้สัมภาษณ์ ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ขณะที่เพื่อนของ น้องใบตอง ที่เป็นอาสาสมัครกู้ภัย แต่อยู่คนละสังกัด กับมูลนิธิที่เป็นข่าวในเหตุการณ์ครั้งนี้เล่าว่า วันที่เกิดเหตุ มีเพื่อนทักมาหาให้ช่วยตรวจสอบว่า น้องใบตอง ประสบอุบัติเหตุหรือไม่ ตนจึงไล่ดูในไลน์กลุ่มรวมของกู้ภัย ในพื้นที่ของตน แต่ก็ไม่พบ จนมีเพื่อนส่งมาจากกลุ่มกู้ภัยในพื้นที่ สน.พหลโยธิน ว่า น้องใบตองประสบอุบัติเหตุจริงบน ถ.ลาดพร้าว พร้อมส่งแคป ข้อความแชตกลุ่ม ส่งให้ตามที่ปรากฏตามสื่อ ยอมรับว่า ทันทีที่เห็นข้อความและภาพ รู้สึกตกใจมากที่เห็นน้องใบตอง ตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น
ยิ่งข้อความในกลุ่มที่ส่งรูปน้องใบตอง ระบุว่า “เมา หมดสภาพ 5555” ส่วนตัวรู้สึกว่า เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำเพราะเป็นการไม่ให้เกียรติ ผู้ประสบเหตุ เพราะแม้ว่าเขาจะไม่ใช่ญาติ หรือพ่อแม่พี่น้องคุณ แต่ไม่สมควร มาพูดเล่น หัวเราะกันสนุกแบบนี้ ส่วนใครเป็นคนส่งข้อความดังกล่าวนั้น ตนไม่ทราบ ไม่รู้ว่าเป็นกู้ภัยคนใด
ไม่รู้ว่ากู้ภัยคนดังกล่าวทำงานมานานกี่ปี แต่การช่วยเหลือคนคุณต้องรู้ขั้นตอน การปฏิบัติงานของกู้ภัย ซึ่งตนรับไม่ได้อย่างมาก กับการกระทำที่ไม่ให้เกียรติแบบนี้
ตนรู้สึกไม่พอใจว่า เหตุใดกู้ภัยจึงไม่เอาเพื่อนไปส่งโรงพยาบาล แต่กลับไปส่งสถานีตำรวจ จนสุดท้ายเพื่อนต้องมาเสียชีวิต ต่อให้กู้ภัยอ้างว่าได้กลิ่นสุรา ตนมองว่าไม่ถูกต้องที่พูดแบบนั้น เพราะแม้ว่าคนเจ็บดื้อและไม่ต้องการให้ไปส่งโรงพยาบาล แต่ยังไงเราก็ต้องพาไปโรงพยาบาล เพราะไม่รู้ว่าข้างในมีเลือดออก หรือมีบาดแผลฉีกขาดหรือไม่ เหมือนกันกรณีเพื่อนของตนที่สุดท้ายก็เสียชีวิตจากอาการช้ำใน
ส่วนขั้นตอนการช่วยเหลือกรณีอุบัติเหตุลักษณะดังกล่าว อันดับแรก ต้องวัดชีพจรว่า เต้นตามเกณฑ์ที่ สพฉ.กำหนดหรือไม่ และตรวจร่างกายว่ามีอาการฉุกเฉินหรือไม่ หากหมดสติหรือพูดไม่รู้เรื่อง แม้ไม่มีบาดแผลภายนอกก็ตาม แต่ต้องคำนึงเสมอว่า อาจมีเลือดออกทั้งภายนอกและภายในร่างกาย พร้อมแจ้งให้ทางศูนย์เอราวัณทราบ เพื่อประเมินและแจ้งว่า ต้องดำเนินการอย่างไร แต่ตามหลักแล้ว ควรต้องนำส่งโรงพยาบาลให้ถึงมือหมอก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ประสบเหตุพ้นขีดอันตรายแล้ว จากนั้นค่อยให้ญาติมาติดต่อเรื่องคดี ที่สถานีตำรวจภายหลังก็ได้
สำหรับบทลงโทษในกรณีของกู้ภัย ที่ไม่ดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนตัวไม่ขอแสดงความคิดเห็น ให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ยืนยันว่าตนจะช่วยเหลือเพื่อนให้ถึงที่สุด เพราะ “ไม่อยากให้เพื่อนตายฟรี" อยากให้เกิดความยุติธรรมกับเพื่อน ยังคงตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดต้องมาเสียชีวิตที่สถานีตำรวจ หากเสียชีวิตที่โรงพยาบาล เหมือนที่ทางแม่ของน้องใบตองบอก คงไม่ติดใจ แต่การมาเสียชีวิต ในสภาพนี้ แน่นอนว่าครอบครัวต้องติดใจอยู่แล้ว
