แก๊งคอลฯ จี้จุดอ่อนคนหารายได้พิเศษ หลอกโอนเงิน พบยอดเสียหายพุ่ง
02 ก.พ. 2569
แก๊งคอลฯ จี้จุดอ่อนคนหารายได้พิเศษ หลอกโอนเงิน พบยอดมูลค่าความเสียหายพุ่ง ขณะที่ 1 สัปดาห์ ศูนย์ ACSC ช่วยเหยื่อ สูงถึง 34 เคส
ข่าว
02 ก.พ. 2569
แก๊งคอลฯ จี้จุดอ่อนคนหารายได้พิเศษ หลอกโอนเงิน พบยอดมูลค่าความเสียหายพุ่ง ขณะที่ 1 สัปดาห์ ศูนย์ ACSC ช่วยเหยื่อ สูงถึง 34 เคส
2 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวงภายใต้ศูนย์ ACSC ตั้งแต่วันที่ 25 – 31 ม.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 7,550 คดี มูลค่าความเสียหาย 541,362,327 บาท (เฉลี่ยประมาณ 77.33 ล้านบาทต่อวัน)
โดยพบว่า คดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มขึ้นจากห้วงวันที่ 18 - 24 ม.ค.69 จำนวน 372 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นกว่า 84,7333,896 บาท ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าเมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนคดีเพิ่มขึ้นเพียง 5.18 % (จาก 7,178 เป็น 7,550 เรื่อง) แต่มูลค่าความเสียหายกลับพุ่งสูงถึง 18.56 % (จาก 456.6 เป็น 541.3 ล้านบาท) และพบว่ามิจฉาชีพมักเร่งทำผลงานในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน อาจเป็นเพราะความต้องการทางการเงินของประชาชนในช่วงเงินเดือนออก ที่ทำให้ตัดสินใจลงทุนหรือหางานเสริมได้ง่ายขึ้น
หากนับเชิงปริมาณของคดีที่มีการแจ้งเข้ามา อันดับ 1.ยังคงเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ มีจำนวนมากถึง 69.1% ครองสัดส่วนสูงที่สุดอย่างชัดเจน สะท้อนว่าเป็นภัยใกล้ตัวที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน โดยคนร้ายเน้นหลอกคนจำนวนมาก แม้ว่ามูลค่าต่อคดีจะไม่สูงนัก แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามวงกว้าง ขณะที่ อันดับ 2. คือการหลอกโอนเงินหารายได้พิเศษ และอันดับ 3. เป็นการข่มขู่ทางโทรศัพท์ ที่แซงอันดับขึ้นมา
ขณะที่หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหายพบว่าอันดับคดีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยครั้งนี้ อันดับ 1.กลายเป็นการหลอกให้โอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ ที่แซงหน้าขึ้นมา สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพใช้ความต้องการรายได้เสริมของผู้คนมาเป็นจุดอ่อนหลัก ซึ่งแม้จะมีจำนวนคดีที่น้อยกว่า แต่เรื่องนี้กลับสร้างความเสียหายสูงที่สุด แสดงว่าเหยื่อแต่ละรายสูญเสียเงินเป็นจำนวนมากต่อครั้ง ขณะที่ อันดับ 2. เป็นการข่มขู่ทางโทรศัพท์ และ อันดับ 3. เป็นการหลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์
ศูนย์ ACSC จึงขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง มิจฉาชีพในรูปแบบของการ “หลอกให้โอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ” ที่เข้ามาทำทีชักชวนหารายได้เสริมหรือทำงานพิเศษผ่านทางออนไลน์ ซึ่งมักจะระบุว่าเป็นภารกิจง่ายๆ อ้างผลตอบแทนสูง โดยมักจะให้โอนเงินจำนวนเพียงหลักสิบหรือหลักร้อยเพื่อเปิดระบบสมาชิกรับค่าคอมมิชชั่น จากนั้นให้โอนเงินเพื่อทำภารกิจแลกกับค่าตอบแทนสูง โดยแรกๆจะได้รับเงินค่าตอบแทน สามารถถอนออกมาได้จริง เพื่อล่อลวงให้เหยื่อตายใจ และยิ่งโอนเงินเพิ่มขึ้นเพื่อจะได้ทำภารกิจที่มากขึ้น จนสุดท้ายเมื่อเหยื่อต้องการถอนเงินทั้งหมด มิจฉาชีพจะอ้างว่าผิดเงื่อนไข ผิดกฎระเบียบของบริษัท ทำให้ระบบล็อก ต้องโอนเงินเพิ่มอีกเพื่อปลดล็อกระบบเหล่านั้น ซึ่งหากเหยื่อหลงกลยอมโอนเงินเพิ่ม มิจฉาชีพก็จะบล็อกช่องทางติดต่อ กว่าจะรู้ตัวว่าถูกหลอก ก็โอนเงินไปจนแทบหมดตัวแล้ว
ดังนั้นหากพบพฤติกรรมในลักษณะข้างต้น ขอให้ประชาชนมีสติ ไม่เชื่อ ไม่โอน และควรตรวจสอบแหล่งที่มาของภารกิจเหล่านั้นให้ดีเสียก่อน หากไม่มั่นใจสามารถปรึกษา หรือแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วน AOC 1441 ก่อนจะทำธุรกรรมใดๆ
ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC และสามารถประสานงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ประกอบกับประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที โดยเป็นการเข้าตรวจสอบทั้งหมด 17 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 34 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 4,872,800 บาท และสามารถจับกุมได้ 8 คดี
สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจ และมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่
เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คันนายาว เข้าช่วยเหลือหญิงวัย 45 ปี หลังตรวจพบว่ากำลังโอนเงินไปยังบัญชีม้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบติดต่อไปยังผู้เสียหายและแจ้งให้ทราบว่า กำลังตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ให้อายัดบัญชีและรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความดำเนินคดี โดยผู้เสียหายได้โพสต์ขายสินค้าแบรนด์เนมผ่านช่องทางออนไลน์ ก่อนมีคนร้ายติดต่อแสดงความสนใจซื้อ และชักชวนให้สมัครสมาชิกเพื่อเปิดระบบเมมเบอร์
จากนั้นหลอกให้โอนเงินทำกิจกรรมตามเงื่อนไขเพื่อรับค่าคอมมิชชั่น โดยกำหนดยอดโอนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินหลายครั้ง ก่อนจะไม่สามารถถอนเงินได้ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 718,750 บาท ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสงขลา สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นบัญชีม้าได้ พร้อมตรวจยึดหลักฐานเป็นสลิปการถอนเงิน และจากการตรวจสอบพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับบัญชีของผู้เสียหายอย่างชัดเจน
เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นชายวัย 68 ปี หลังพบว่ากำลังโอนเงินไปยังบัญชีม้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ ทราบว่าผู้เสียหายสั่งซื้อหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ ก่อนจะมีข้อความปรากฎขึ้นชักชวนให้กดเข้าไปเพื่อร่วมลงทุนและทำกิจกรรมต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยอ้างว่าหากทำกิจกรรมสำเร็จจะได้รับเงินตอบแทน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปลงทุนทำกิจกรรมดังกล่าว แต่เมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงินออกมากลับไม่สามารถถอนเงินได้ มูลค่าความเสียหายรวม 428,880 บาท
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้ผู้เสียหายโทร 1441 เพื่ออายัดบัญชี และให้คำแนะนำว่า หากมีการติดต่อให้โอนเงินในลักษณะดังกล่าวอีก ขอให้หลีกเลี่ยงและห้ามโอนเด็ดขาด จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้ผู้เสียหายรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน ณ ศูนย์รับแจ้งความและบริหารคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
เคสที่ 3 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายหญิง วัย 53 ปี หลังตรวจพบว่ากำลังโอนเงินไปยังบัญชีม้า โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจสอบ พบว่า ผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอกลวงเกี่ยวกับพัสดุและการคุ้มครองเงินฝาก ก่อนถูกหลอกให้กรอกข้อมูลธนาคารและสแกนใบหน้า ส่งผลให้เงินถูกโอนออกจากบัญชี รวมมูลค่าความเสียหาย 202,586 บาท ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แนะนำให้ผู้เสียหายแจ้งความออนไลน์ผ่านหมายเลข 1441 และประสานให้เข้าพบพนักงานสอบสวน ณ ศูนย์รับแจ้งความและบริหารคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
