svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

“พิพัฒน์” ลั่นพร้อมลาออก ถ้าเครนถล่มเป็นความผิดคมนาคม

15 ม.ค. 2569

“พิพัฒน์” ลั่นพร้อมลาออก ถ้าเครนถล่มเป็นความผิดคมนาคม สั่งสอบ 2 เหตุผลใน 7 วัน ก่อนเลิกสัญญา-ขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมา พ้อหากเกิดเหตุอีกคงรับไม่ไหว ต้องกลับบ้านเลี้ยงหลาน

15 มกราคม 2569 นายพิพัฒน์​ รัชกิจประการ​ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงคมนาคม​ กล่าวถึงระเบียบ การบอกเลิกสัญญาบริษัทผู้รับจ้าง จากเหตุเครนถล่มทับรถไฟ และ เครนถล่มบนถนนพระรามสองจนมีผู้เสียชีวิต ว่า ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี​ วันนี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2-3 ชุด​ ทั้งจุดสีคิ้ว จ.นครราชสีมา และถนนพระรามสอง เนื่องจากไม่เหมือนกัน และยังมีการตั้งกรรมการ เพื่อหาข้อเท็จจริงให้ได้ภายใน 7 วัน หลังจากนั้นต้องหาวิธียกเลิกสัญญาให้ได้ ส่วนโครงการที่ยังเหลืออยู่ 12 -​ 13 สัญญา ขอให้หยุดการดำเนินการในช่วงนี้
 

และขอให้ฝ่ายวิศวกรรมสถานของกระทรวงคมนาคม เข้าไปตรวจสอบในเรื่องความปลอดภัย แต่ตนได้หารือกับปลัดกระทรวงคมนาคม ตั้งคณะกรรมการอีก 1 ชุด เพื่อกำกับดูแลในการทำงานอีกชั้นหนึ่ง เพื่อสรุปหาผู้รับผิดชอบความเสียหาย และเพื่อความมั่นใจของประชาชน ต้องสั่งให้ตรวจสอบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งสองจุดตนเชื่อว่า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะเป็นบริษัทผู้รับเหมาเดียวกัน 
 

นายพิพัฒน์​ รัชกิจประการ​ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงคมนาคม

 

นายพิพัฒน์​ ยังระบุอีกว่า​ ต้องรอรายละเอียดว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวข้องกับกี่หน่วยงาน ซึ่งหากเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใด ก็ต้องดำเนินคดีเป็นทอดๆ ไป โดยเฉพาะผู้รับเหมาก็ส่วนหนึ่ง ผู้รับเหมาช่วงก็ส่วนหนึ่ง ยังไม่สามารถที่จะตอบได้ว่า การดำเนินคดีจะเป็นลักษณะกี่คดี​ แต่ยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
 

ได้มีการสั่งให้ 13 โครงการที่ยังเหลืออยู่ระงับการก่อสร้างในทันที จนกว่ากระทรวงคมนาคมจะอนุญาตให้ปฏิบัติงานได้ และมีความปลอดภัย เนื่องจากตนคงรับแรงกดมากกว่านี้ไม่ไหว​ เพราะเกิดเหตุขึ้นรายวันถ้ามีเกิดขึ้นอีก คงต้องกลับบ้านไปเลี้ยงหลาน
 

นายพิพัฒน์​ ยังยืนยันว่า​ การยกเลิกสัญญาจะต้องมีเหตุผล ไม่ใช่ว่าอยากจะยกเลิกก็ยกเลิกได้ การยกเลิกสัญญายอมรับว่า ส่วนหนึ่งเป็นอำนาจของกระทรวงคมนาคม​ ในฐานะเจ้าของงาน แต่การยกเลิกคู่สัญญาจริงๆ คือ กรมบัญชีกลาง ซึ่งในส่วนคมนาคมคงต้องทำในหน้าที่ที่สามารถทำได้​ และการขึ้นบัญชีดำเป็นส่วนที่ต้อง ดำเนินการต่อเนื่องทันทีและการถูกลดชั้น​ ไม่ให้ประมูลงานได้อีกต้องคุยกับกรมบัญชีกลางอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อถามว่า แต่จะไม่ถึงขั้นขึ้นบัญชีดำเป็นการถาวร ไม่ให้สามารถรับงานรัฐอีกได้ใช่หรือไม่​ นายพิพัฒน์​ กล่าวว่า​ ต้องดูไม่ใช่ว่าผิดโครงการนี้ แล้วไปพาลโครงการอื่น เพราะหากโครงการอื่นดำเนินการแล้วไม่ได้ผิดอะไร เนื่องจากบริษัทนี้ก็ไม่ได้มีงานชนิดเดียว หรือลักษณะเดียว​ งานก่อสร้างของ รฟท.ก็ส่วนหนึ่ง ทางยกระดับของกรมทางหลวงก็ส่วน​ ซึ่งไม่เหมือนกัน​ แต่ต้องดูเป็นเรื่องๆ ไป พร้อมยืนยันว่า ขึ้นแบล็คลิสต์แน่นอน​ และในอนาคตคงต้องเชิญผู้บริหารระดับสูงของอิตาเลียนไทย มาหารือเหตุการณ์​ ตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นหลายกรณีตั้งแต่ตึก สตง.ถล่ม​
 

เมื่อถามว่า จากกรณีเหตุการณ์สีคิ้วถูกขุดภาพการลงนามสัญญาในสมัยที่ นายศักดิ์สยาม​ ชิดชอบ​ เป็น รมว.คมนาคม นายพิพัฒน์​ กล่าวว่า​ พรุ่งนี้ (16 ม.ค.) ตนจะไปดูว่า​ โครงการสีคิ้วเป็นการลงนามในยุคของนายศักดิ์สยาม​หรือไม่ แต่ตนเชื่อว่าการลงนามไม่ว่าจะเป็นในยุคใด รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นเพียงพยาน​ เพราะฉะนั้นการเป็นรัฐมนตรี ในฐานะเจ้ากระทรวงจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ต้องยอมรับว่า รัฐมนตรีไม่ได้รู้ทุกเรื่อง และการลงนามในแต่ละปี ไม่ใช่มีแค่ครั้งเดียว ซึ่งในส่วนของกระทรวงคมนาคม มีการลงทุนกว่าแสนล้านในแต่ละปี​ เพราะฉะนั้นจะมีโครงการเล็กบ้างใหญ่บ้าง ซึ่งรัฐมนตรีก็มีส่วนในการรับผิดชอบ ในฐานะที่เป็นผู้เสนออนุมัติงบประมาณ แต่ไม่ใช่ผู้ลงนามในแต่ละสัญญา ดังนั้นต้องไปย้อนดูว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานใดเป็นผู้ลงนาม ส่วนในการประมูลต้องผ่านกรมบัญชีกลาง​พิจารณาว่า หน่วยงานใดเหมาะสมที่จะรับผิดชอบ ในการรับงานประมูลนั้นไปเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ จุดนี้ต้องชี้แจงให้สังคมเเข้าใจ
 

นายพิพัฒน์​ ยังกล่าวว่า​ การลงนามในสัญญาใครเป็นผู้ลงนามไม่ใช่เรื่องสำคัญ พร้อมยกตัวอย่าง คนเป็นรัฐมนตรีในยุคนั้นและนับต่อไปอีก 20 ปี​ โครงการนั้นเกิดพังถล่มลงมา​ เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ สามารถเกิดขึ้นได้ จึงอยากให้ดูที่เนื้องานอย่าเจาะจงว่า เป็นความผิดของใคร หรือเอาทุกสิ่งทุกอย่าง มาเป็นมิติการเมือง​ ซึ่งตนเข้าใจดีว่า ก่อนการเลือกตั้ง มักจะมีความพยายามดิสเครดิตของแต่ละฝ่ายเกิดขึ้น
 

"ขอเรียนตามตรง​  พวกเราทำงานตรงไปตรงมา พวกเราอยู่ในเนื้องานในหน้างาน​ เนื้องานการเมืองก็ขอให้ไปอยู่ในเนื้องานการเมือง เพราะฉะนั้นการต่อสู้ อย่าเอาปัญหาของการเมือง มายุ่งกับการทำงานของแต่ละกระทรวง ขอความกรุณาครับ"
 

นายพิพัฒน์​ ยังกล่าวต่อว่า​ ช่วงนี้พรรคภูมิใจไทยอาจจะมีเรตติ้งดี อาจจะมีการเตะตัดขากันบ้างก็เป็นเรื่องปกติ ตนไม่ได้กังวล​ เกมก็คือเกม ไม่ใช่ปัญหา เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เราก็ต้องแก้ไข​ อย่างตัวของตนขณะนี้ ก็ไม่รู้ว่าถูกวิจารณ์ไปถึงไหน จึงต้องบอกตรงไปตรงมา ว่าตนพร้อมรับผิดชอบ​
 

พิพัฒน์ ลั่นถ้าเป็นความผิดคมนาคมพร้อมรับผิดชอบลาออก
 

ก่อนหน้านี้ นายพิพัฒน์ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เนชั่นวิเคราะห์ข่าว” ทางเนชั่นทีวี หลังเกิดเหตุเครนถล่มครั้งใหญ่ 2 ครั้งซ้อน ในเวลาแค่ไม่ถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งนายพิพัฒน์ ย้ำในการให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า “ผมพร้อมรับผิดชอบ”
 

นายพิพัฒน์ ออกตัวระหว่างการสัมภาษณ์ว่า
 

“ผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หนีความรับผิดชอบไม่ได้ และพร้อมรับผิดชอบ”
 

ผู้ดำเนินการจึงถามว่า คำว่า “พร้อมรับผิดชอบ” หมายถึงอะไร หมายถึงรับผิดชอบตรวจสอบสาเหตุ และจัดการให้เรียบร้อย หรือว่ารับผิดชอบทางการเมือง ด้วยการลาออก
 

นายพิพัฒน์ ตอบว่า การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและหาข้อเท็จจริง ได้ดำเนินการไปแล้ว และกำลังรอคำตอบว่า สาเหตุเกิดจากอะไร หากเป็นความบกพร่องผิดพลาดของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งตนเป็นรัฐมนตรี และเป็นผู้รับผิดชอบ ตนพร้อมรับผิดชอบทางการเมือง
 

แต่ถ้าข้าราชการทำงานกันอย่างเต็มที่ อาจจะไปกล่าวโทษก็คงไม่เป็นธรรม ก็ต้องพิจารณาผลการตรวจสอบที่ออกมา และหากเป็นความบกพร่องของผู้รับเหมา หรือผู้ควบคุมโครงการ ก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย และข้อสัญญาทั้งหมด ซึ่งตนก็จะดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป