ส่วนเป้าหมายต่อมาเป็นบ้านพักหลังหนึ่งในพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม ซึ่งเป็นบ้านพักของ นายสันติชัย ผ่องใส่ศรี อายุ 38 ปี
ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ข้อหา สนับสนุนเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ , สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” และ ลูกศิษย์คนสนิทของ อดีตพระมหาทิวากร ซึ่งทันทีที่เข้าหน้าทีไปถึงพบตัวนายสันติชัย ยืนอยู่บริเวณหน้าบ้านพัก เจ้าหน้าที่จึงนำหมายจับแสดงตัวเข้าจับกุมได้โดยละม่อม
ขณะที่เป้าหมายสำคัญอีกจุด เป็นบ้านพักในพื้นที่ จ.พิจิตร ซึ่งเป็นบ้านพักของพี่สาว นายวิรัติ วัชรสิทธิเมธี หรือ อดีตพระเทพวัชรสิทธิเมธี เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร อายุ 60 ปี
ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ ,เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และ เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” เนื่องจากทราบเบาะแสว่า หลังนายวิรัติ สึกออกมาก็ได้มาพักอาศัยอยู่มี่บ้านของพี่สาว โดยทันทีที่ไปถึงพบ นายวิรัติ กำลังนอนพักผ่อนอยู่ภายในบ้านเจ้าหน้าที่จึงนำหมายจับเข้าทำการจับกุมตัวได้ พร้อมเข้าตรวจค้นภายในบ้านพักเพื่อค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม
สำหรับที่ไปที่มาของปฏิบัติการครั้งนี้ สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ได้มีการตรวจสอบพบพระชั้นผู้ใหญ่จำนวนหลายรูปมีพฤติกรรมเสพเมถุน พัวพันสัมพันธ์ฉาวกับสีกากอล์ฟ หรือ น.ส.วิลาวัลย์ เอมสวัสดิ์ อายุ 35 ปี จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคม ก่อนที่ต่อมาบรรดากลุ่มพระพระชั้นผู้ใหญ่ดังกล่าวทั้งหมด จะทนแรงกดดันจากสังคมไม่ไหว ตัดสินใจลาสิกขาขาดจากความเป็นพระ
อย่างไรก็ตามแม้บรรดาพระที่มีส่วนพัวพันกับสีกากอล์ฟ ทั้งหมด จะยอมลาสิกขาขาดจากความเป็นพระ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดทางวินัยสงฆ์แล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ยังคงต้องดำเนินการตรวจสอบในส่วนของความผิดคดีอาญาต่อเนื่อง เพื่อพิสูจน์ทราบให้แน่ชัดว่านอกเหนือจากความผิดทางวินัยสงฆ์แล้วนั้นยังมีการกระทำผิดอย่างอื่นร่วมด้วยหรือไม่ หลังพบว่าพระชั้นผู้ใหญ่เหล่านี้หลายรายมีการโอนเงินให้กับสีกากอล์ฟ จำนวนหลายล้านบาท จึงเชื่อว่าเงินส่วนใหญ่ที่นำมาโอนให้กับสีกากอล์ฟ น่าจะเป็นเงินของวัด
จับ อดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมปราสาท
โดยอดีตพระรายแรก ที่มีการตรวจพบความผิด คือ มหาทิวากร อดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมปราสาท หลังพบว่า ในช่วงที่ มหาทิวากร ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดนั้น มักมีพฤติกรรมตั้งตัวเป็นคนบริหารจัดการเงินต่างๆของวัดแบบเบ็ดเสร็จเพียงผู้เดียว รวมถึงมีพฤติกรรมยักยอกเงินของวัดไปใช้ส่วนตัว สอดคล้องกับข้อมูลเส้นทางการเงินที่มีการตรวจสอบพบว่าในช่วงปี 2565-2568 มหาทิวากร เคยโอนเงินไปให้กับสีกากอล์ฟ เป็นเงินรวมกว่า 1,176,740 บาท
อีกจากการตรวจสอบยังพบว่า ในช่วงปี 2566-2568 ได้มีบริษัทเอกชนจำนวน 3 แห่ง ติดต่อขอเช่าสถานที่ของวัดบริเวณริมแม่น้ำท่าจีนใช้ทำเป็นที่จอดเรือ กับทางมหาทิวากร โดยตกลงกันทางวาจาเรียกเก็บค่าเช่าเดือนละ 30,000 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.66 – 13 มิ.ย.68 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 870,000 บาท โดยมีนายสันติชัย หรือ อุ้ย ลูกศิษย์คนสนิท เป็นผู้ประสานงานคอยจัดเก็บเงินค่าเช่า ก่อนจะโอนต่อมายังบัญชีธนาคารส่วนตัวของ มหาทิวากร แต่ปรากฎว่าภายหลังได้เงินค่าเช่าที่จอดเรือมาแล้ว มหาทิวากร ไม่ได้นำเงินดังกล่าวเข้าบัญชีวัด แต่กลับนำไปใช้ส่วนตัว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับ มหาทิวากร และ นายสันติชัย จนนำมาสู่การจับกุมตัวในวันนี้
อดีตพระเทพวัชรสิทธิเมธี เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร
ขณะที่ในส่วนที่ไปที่มาของการจับกุมตัว นายวิรัติ หรือ อดีตพระเทพวัชรสิทธิเมธี เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร ผู้ต้องหาอีกราย และ เป็นอดีตพระอีก 1 รูป ที่มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับสีกากอล์ฟ นั้น
เนื่องจากมีการตรวจสอบพบว่าในช่วงที่ นายวิรัติ ยังเป็นพระ ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร นั้น เคยมีผู้มอบเงินบริจาคให้กับ มจร.พิจิตร เป็นเงิน 3 ล้านบาท ผ่านบัญชีธนาคารของ นายวิรัติ เนื่องจากขณะนั้น นายวิรัติ หรือ อดีตพระเทพวัชรสิทธิเมธี มีตำแหน่งเป็นผอ. ดูแล มจร.ดังกล่าว
เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนา มจร. แต่ปรากฎว่าหลังได้รับเงินมาแล้ว นายวิรัติ กลับไม่มีการนำเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีของมจร.พิจิตร แต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับจนนำมาสู่การจับกุมตัวดังกล่าว
อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ต้องหาทั้ง 3 รายที่ถูกจับกุมในวันนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างคุมตัวมาสอบปากคำยังกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(บก.ปปป.) ซึ่งในส่วนของรายละเอียดทางคดี ทางเจ้าหน้าที่จะมีการแถลงข่าวชี้แจงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ในช่วงบ่ายวันนี้