โดยระหว่างคุมตัวออกมาจากห้องขังเพื่อขึ้นรถ นักข่าวพยายามสอบถามกลุ่มผู้ต้องหา
นายคิง อ้างว่า เขาเพิ่งทำครั้งแรก ไม่ขอพูดถึงเรื่องส่วนแบ่ง ยอมรับว่าเต็มใจไปทำเอง ไม่มีใครบังคับ
ส่วนนายเบิร์ด ยืนยันว่า เขาสมัครใจไปก่อเหตุเช่นกัน พร้อมขอชี้แจงว่า ตนเองไม่ได้เป็นลูกน้องของตำรวจตามที่สื่อนำเสนอข่าว เพราะถ้าตนเป็นลูกน้องตำรวจจริง ก็คงไม่ต้องมาติดคุกแบบนี้ ก่อนหน้านี้ก็เคยมีแค่มาทำความสะอาด และซื้อของให้เท่านั้น ไม่ได้ทำงานอะไรที่เกี่ยวกับการสืบสวน และตำรวจไม่ได้สั่งให้ทำหรือเกี่ยวข้องกับการปล้นด้วย ตอนนี้รู้สึกเสียใจ และอยากจะขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิต
เช่นเดียวกับนายเล็ก ที่ตะโกนออกมาว่า ผมเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต
ส่วนนายแบงค์ ยังไม่ได้มีการนำตัวไปไปฝากขังในวันนี้ จะทำการสอบปากคำเพิ่ม และจะนำตัวไปฝากขังในวันพรุ่งนี้
ขณะที่ พล.ต.ต. วิทวัฒน์ ชินคำ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 (ผบก.น.5) เผยถึงความคืบหน้าคดีว่า ขณะนี่ตำรวจนำตัวนายสน ซึ่งเป็นคนที่นายแบงค์กล่าวอ้างถึงว่าเป็นคนชี้เป้ามาสอบปากคำแล้ว
จากการสอบปากคำ เบื้องต้นนายสนรับสารภาพในบางส่วน อ้างว่าในวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา นายสน เจอกับนายแบงค์ นายเอก นายเล็ก โดยบังเอิญ ที่เกิดเหตุ ซึ่ง 3 คนนั้นเข้าไปเอาของที่ตู้คอนเทนเนอร์ ในโกดังที่เก็บของกลาง เพื่อขโมยบุหรี่ไฟฟ้าล็อตก่อนที่จะเกิดเหตุในวันที่ 1 มิ.ย.นี้
โดยนายสน อ้างว่า เขาไม่อยากยุ่งเกี่ยว กลัวได้รับอันตรายจึงออกมา และปล่อยให้กลุ่มผู้ต้องหาขโมยของไป ซึ่งนายสนอ้างว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขโมยของ ส่วน วันที่1 มิ.ย.นายสนอ้างว่า นอนอยู่ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ
ส่วนจุดเก็บของกลางตู้ไหนเป็นบุหรี่ไฟฟ้านั้น นายสน อ้างว่า ไม่รู้ว่าอยู่ตู้ไหน การเข้ามาเก็บแต่ละครั้งมีเจ้าหน้าที่เข้ามาเก็บหลายส่วน ดังนั้นเชื่อว่า จึงมีคนรับรู้เรื่องตู้เก็บของกลางหลายคน ซึ่งตำรวจไม่ได้ปักใจเชื่อและต้องขยายผลเพิ่ม
ทั้งนี้นายสนเป็น ลูกจ้างชั่วคราว รับเป็นช่างซ่อมของต่างๆ และคอยดูโกดังสเตเดียม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร และการท่าเรือ ซึ่งนายสน เป็นรู้จักกับนายเล็กมาปีกว่า และนายสนเคยทำงานแถวนี้
ส่วนนายเล็กก็เคยเป็น รภป.ในย่านนี้ แต่ไม่ใช่ที่ท่าท่าเรือ เลยจึงทำให้รู้จักกัน ขณะนี้ตำรวจยังไม่ได้แจ้งจ้อกล่าวหา นายสน เพราะจะทำการขยายผลรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมก่อน
พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ยังบอกอีกว่า จากการสอบปากคำนายแบงค์ ยังมีการอ้างถึงบุคคลอื่นอีก มีประมาณ 1-2 คน เป็นเพื่อนของเพื่อนที่รู้จัก เคยทำงานเป็นอดีต รปภ.ของการท่าเรือฯ ออกจากการเป็น รปภ.นานแล้ว ส่วนจะเป็นคนในชุมชนหรือไม่ ขอตรวจสอบก่อน
ซึ่งจากคำให้การนายแบงค์ อ้างว่า อดีต รปภ.คนนี้เป็นคนให้ข้อมูลว่าตู้บริเวณดังกล่าวที่เกิดเหตุมีการเก็บบุหรี่ไฟฟ้า โดยตำรวจจะต้องทำการพิธีสูจน์ทราบ และขยายผลต่อ แต่ยืนยันได้ว่า จากคำให้การไม่ได้มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง
ส่วนการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าที่ปล้นออกไปได้ล็อตแรก ช่วงตี 4 วันที่ 31 พ.ค.จำนวน 1 คันรถนั้น มีการนำไปขายต่อทันที ในเย็นวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา
โดยเมื่อได้ของมาแล้ว ก็มาบอกต่อกลุ่มเพื่อน เพื่อให้ช่วยหาหาคนรับซื้อ โดยไม่ได้มีออเดอร์มาก่อนล่วงหน้า และอ้างว่าไม่ได้มีเจ้าประจำ ซึ่งความต้องการบุหรี่ไฟฟ้าในตลาดค่อนข้างสูงอยู่แล้วเพราะหาซื้อยาก
ในส่วนของบุหรี่ไฟฟ้าล็อตแรก ได้ส่งขายไปให้กับเจ้าใหญ่รายเดียว ได้เงินมาประมาณ 300,000 บาท และมีการแบ่งส่วนแบ่งให้กับ 3 คน คือ นายแบงค์ นายเอก และเล็ก เพราะร่วมก่อเหตุตั้งแต่ขโมยของล็อตแรก
หลังจากนั้นก็มาปล้นต่อทันทีในเวลาตี 1 ของวันที่ 1 มิ.ย.ต่อเนื่องกัน โดยในรอบหลัง มีผู้ก่อเหตุเพิ่มมาเป็นทั้งหมด 6 คน
โดยตำรวจจะต้องไปขยายผลเพิ่มเติมกับ คนรับซื้อด้วย เพื่อตรวจสอบว่ากระจายสินค้าไปที่ไหนบ้างและเพื่อพิจารณาว่าจะมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร ส่วนจะมีความผิดด้วยหรือไม่นั้นขอรอความชัเเจนในการขยายผลก่อน
พล.ต.ต.วิทวัฒน์ เชื่อว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุทำมาแล้วมากกว่า 2 ครั้ง ซึ่งส่วนหลังจากนี้จะมีการประสานกรมศุลกากร เพื่อเข้าตรวจสอบตู้คอนเทรนเนอร์ของกลางเพื่อตรวจนับของกลางที่เหลือว่ามีอะไรหลายไปบ้าง