พันตำรวจเอก เอนก กล้าวต่อว่า สำหรับตัวของนายสุนทร หรือ โกทร และ ลูกสมุน รวม 7 คน ที่ถูกจับกุมในที่เกิดเหตุ ถูกดำเนินคดีในข้อหา "ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรอง ,ร่วมกันมีอาวุธปืนและยุทธภัณฑ์ (เสื้อเกราะ) โดยไม่ได้รับอนุญาต และ ร่วมกันอั้งยี่ซ่องโจร"
ส่วน นางสาว มินญารัตน์ ผู้ต้องหารายที่ 8 ที่ถูกออกหมายจับเพิ่มเติม และถูกจับกุมในภายหลัง เพียงรายเดียว ที่ถูกดำเนินคดีในความผิดฐาน "สนับสนุนช่วยเหลือบุคคลอื่นให้กระทำความผิด"
จากนั้น พันตำรวจเอก เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการปราบปราม (รอง ผบก.ป.) พร้อมด้วยพนักงานสอบสวน นำสำนวนคดีมาส่งมอบให้ นายสัญจัย จันทร์ผ่อง อธิบดีการสำนักงานคดีอาญาเป็นผู้รับ
นายสัญจัย กล่าวหลังรับสำนวนตนจะตั้งคณะทำงานขึ้นมา 3 คน โดยมีรองอธิบดีอัยการและตนในฐานะอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาคอยกำกับสำนวน ในส่วนระยะเวลาฝากขังฝากสุดท้าย ทางสำนักงานคดีอาญาจะพิจารณาทำคำสั่งให้ทันเพื่อมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง ทางเราต้องสั่งให้ทัน ในส่วนที่ว่าคดีนี้เป็นคดีสำคัญ และส่วนของผู้ต้องหาเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ตนก็จะพิจารณาอย่างตรงไปตรงมาตามเนื้อผ้า และพยานหลักฐานที่ปรากฏ เรื่องนี้ตนยืนยันว่าไม่ต้องกังวล ส่วนเรื่องแรงกดดันจากภายนอกตอนนี้ยังไม่มีใครกดดันตนมา เเต่อัยการจะต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมาย
และอัยการจะดูเนื้อหาว่าคดีมีพยานหลักฐานอย่างไรบ้าง ก่อนหน้านี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็มีประสานการส่งสำนวนคดีอาญาของคดีนี้เข้ามา ซึ่งแม้คดีนี้ไม่มีพนักงานอัยการเข้าไปร่วมสอบสวนและถึงจะมีคนดังก็ต้องว่าไปตามสำนวนการสอบสวน ส่วนไหนที่ไม่ชัดเจน จะมีการสั่งสอบสวนเพิ่มเติม ส่วนการสั่งสอบสวนเพิ่มจะต้องทำให้ทันภายในระยะเวลากรอบฝากขังเท่านั้น
"อัยการเมื่อรับสำนวนเเล้วอ่านสำนวนจะต้องเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คดีนี้มีการฝากขังผู้ต้องหาตัวอยู่ภายใต้อำนาจศาลอยู่แล้ว ถ้าพนักงานอัยการพิจารณาแล้วมีคำสั่งฟ้อง ก็สามารถสั่งฟ้องผู้ต้องหาได้เลย แต่ต้องให้ทันก่อนวันที่ 6 มี.ค.ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของกำหนดฝากขัง และตนขอยืนยันว่าทางอัยการยืนยันจะพิจารณคดีนี้อย่างละเอียดรอบคอบที่สุดอย่างแน่นอน" นายสัญจัย กล่าว