“รัฐบาล” ชี้เวที IMF-World Bank ส่งสัญญาณบวก! ไทยผงาดห่วงโซ่ AI โลก
16 ต.ค. 2569 | natthanan_chu

“รัฐบาล” ชี้เวที IMF-World Bank ส่งสัญญาณบวก! ไทยผงาดห่วงโซ่ AI โลก “อนุทิน” สั่งเร่งเปลี่ยนทุนต่างชาติเป็นงาน-รายได้คนไทย
Business
16 ต.ค. 2569 | natthanan_chu

“รัฐบาล” ชี้เวที IMF-World Bank ส่งสัญญาณบวก! ไทยผงาดห่วงโซ่ AI โลก “อนุทิน” สั่งเร่งเปลี่ยนทุนต่างชาติเป็นงาน-รายได้คนไทย
KEY
POINTS
16 ตุลาคม 2569 นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงภาพรวมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ที่จัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 4 ของการประชุม (15 ต.ค. 2569) ว่า ประเด็นการหารือได้เริ่มขยับจากการแลกเปลี่ยนภาพรวมเศรษฐกิจโลก ไปสู่บทบาทของประเทศไทยในห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
โดยหนึ่งในสัญญาณสำคัญคือ นางคริสตาลินา กอร์เกียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการ IMF ได้ระบุว่า ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี ร่วมกับประเทศเศรษฐกิจหลักอย่าง สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และเกาหลีใต้
ขณะเดียวกัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำเสนอแนวทางของไทยในการรับมือกับมรสุมเศรษฐกิจ ทั้งปัญหาราคาพลังงานแพง การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทาน อัตราดอกเบี้ยสูง และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI โดยมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดึงดูดการลงทุนใหม่ เผยโลกเปลี่ยนเกณฑ์เลือกฐานผลิต ชูจุดแข็งไทยตอบโจทย์การค้าใหม่
นพ.เอกภพ กล่าวต่อไปว่า ในเวทีการประชุมยังสะท้อนให้เห็นว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเลือกฐานการผลิตเพียงเพราะต้นทุนต่ำ ไปสู่การกระจายความเสี่ยงและการเลือกประเทศคู่ค้าที่ได้รับความไว้วางใจและเชื่อถือได้ โดยผู้แทนจากสหภาพยุโรป (EU) ได้กล่าวถึงประเทศไทยว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่กำลังเร่งดำเนินความตกลงทางการค้าเพื่อกระจายตลาด
ทั้งนี้ รัฐบาลมองว่าจุดนี้เป็นโอกาสใหม่ของประเทศไทย เนื่องจากฐานการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่ค่าแรงหรือราคาต้นทุนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่รวมถึงเสถียรภาพ กฎระเบียบที่คาดการณ์ได้ โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม แรงงานที่มีทักษะ ตลอดจนความสามารถในการเชื่อมโยงกับหลายขั้วเศรษฐกิจได้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า โจทย์สำคัญที่สุดที่รัฐบาลจะต้องร่วมมือกับทุกภาคส่วนต่อจากนี้ คือการเปลี่ยนเงินลงทุนต่างชาติให้กลายเป็นประโยชน์ต่อคนไทยอย่างแท้จริง ทั้งการยกระดับทักษะแรงงานผ่านโครงการ Skill Bridge การเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยและกลุ่ม SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของโลก รวมไปถึงการลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
นอกจากนี้ ยังต้องรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ซึ่งเป็นประเด็นที่เวทีการประชุมเน้นย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งท่ามกลางความผันผวนของโลก โดยประเทศที่สามารถรับมือกับวิกฤตได้ดี จำเป็นต้องมีการเตรียมพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุ พร้อมทั้งนำข้อมูล เทคโนโลยี และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงมาใช้ เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติ ปัญหาราคาพลังงาน และความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต
นพ.เอกภพ กล่าวสรุปว่า การเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยผ่านพ้นไปแล้ว 4 วัน ซึ่งภาพของประเทศไทยในเวทีการหารือระดับโลกมีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า ไทยไม่ได้เป็นเพียงเจ้าภาพจัดสถานที่ให้ทั่วโลกมาพูดคุยเรื่องอนาคตเท่านั้น แต่กำลังก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอนาคต ทั้งในมิติของ AI การค้า การลงทุน และห่วงโซ่การผลิต
ทั้งนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเร่งดำเนินการเปลี่ยนโอกาสระดับโลกเหล่านี้ ให้กลายเป็นตำแหน่งงาน ทักษะอาชีพ รายได้ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของประชาชนคนไทยต่อไป