ต่อมาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็สั่งให้คุณลุงและคุณป้า ขังตัวเองอยู่คนละห้อง โดยมีการข่มขู่ว่าห้ามบอกใคร และมีตำรวจหญิงมาร่วมสอบหนึ่งคนโดยเป็นการสอบแยกกัน ตั้งแต่เวลาเที่ยงวันจนถึง 20.00 น. จากนั้นได้มีการสั่งให้ทั้งคุณลุงและคุณป้า ทำการโอนเงินทุกบัญชีไปให้มิจฉาชีพตรวจสอบทั้งหมด รวมกันแล้ว 10 ครั้ง ของลุงมี 10 บัญชี ของป้ามี 1 บัญชี จำนวนเงินกว่า 6,000,000 บาท อ้างว่าหากตรวจสอบเสร็จจะโอนเงินคืน
จนกระทั่งพบว่าทั้งคุณลุงและคุณป้าเหลือเงินติดบัญชีสุดท้ายเพียง 300,000 บาท คุณป้าจึงเกิดความสงสัยว่าถูกหลอก จึงมีการพูดคุยกับตัวคุณลุง และตัดสินใจวางสาย ก่อนที่จะไปปรึกษากับลูกชายและเข้าแจ้งความกับตำรวจ สน.ราษฎร์บูรณะ รวมถึงแจ้งความออนไลน์ที่ 1441
ซึ่งทางคุณลุงและคุณป้าบอกกับตนว่า ที่ผ่านมามีการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อตัวเองถูกหลอกลวงก็ยังหลงกล เนื่องจากระหว่างที่มีการพูดคุย รู้สึกเมือนตัวเองถูกสะกดจิต ทำให้คล้อยตามคำพูด เนื่องจากเกิดความกลัวว่าตัวเองมีส่วนไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม จึงตัดสินใจทำตามที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์แนะนำ จึงมองว่าทุกคนทุกอาชีพสามารถตกเป็นเหยื่อได้
ด้าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้มีการตรวจสอบพบว่าผู้เสียหายมีการแจ้งความกับ สน.ราษฎร์บูรณะ และทางตำรวจได้ประสานมายังที่ศูนย์ 1441 ซึ่งหลังจากนี้ทางตำรวจไซเบอร์จะต้องมีการประสานกับต้นทางเพื่อหาแนวทาง และหากพบว่าคดีมีความเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ก็จะโอนคดีมายังตำรวจไซเบอร์เป็นผู้ดำเนินการ
ส่วนพฤติกรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้ เบื้องต้นพบมีแผนประทุษกรรมเดียวกันกับที่หลอก "ชาล็อต ออสติน" นางงามแกรนด์และนักแสดง แต่จะเป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ