ครั้งที่ 1 คือ กรณีที่ "บอสพอล" มายื่นหนังสือหารือการจดทะเบียนธุรกิจขายตรง ขณะที่ตนเองดำรองตำแหน่งเป็น ผอ.กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรง และ ตลาดแบบตรง สคบ.นั้น "บริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป" เคยเข้ามาหารือว่า จะสามารถจดทะเบียนเป็นธุรกิจขายตรงได้หรือไม่ แต่เมื่อดูข้อมูล และ เอกสารแล้ว พบว่าองค์ประกอบไม่สามารถจดทะเบียนเป็นธุรกิจขายตรงได้ จึงแนะนำให้ไปจดทะเบียนตลาดแบบตรง เเละตนเองก็ไม่รู้เจตนาจริงๆของเขา ทำไมถึงอยากถ่ายรูปกับตน
มาทราบภายหลัง ที่นำรุปไปโพสต์ ไปติดเเฮทเเท็ก ยื่นขอจดทะเบียนเป็นธุรกิจขายตรง ไม่ใช่หนังสือการประกอบธุรกิจอย่างมีคุณธรรม ตามที่ บริษัทดิไอคอน นำภาพไปโพสต์ และ ติดแฮชแท็ก เมื่อดูข้อมูลแล้วใก็เห็นว่า ธุรกิจดังกล่าว ค่อนข้างล่อแหลม
มีความเสี่ยงที่จะกระทำความผิดได้ จึงเสนอเรื่องให้กับเลขาธิการ สคบ.ในขณะนั้น ซึ่งได้เห็นชอบส่งหนังสือไปยัง 3 หน่วยงาน คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง
ให้ตรวจสอบ ทาง อย.ตอบกลับมาว่า สินค้าเข้าข่ายโฆษณาเกินจริง
ครั้งที่ 2 เจอ "บอสพอล" ในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ที่เค้านำขนมไหว้พระจันทร์มามอบให้ เเต่ก็สังเกตว่าหน้าเขาเปลี่ยนๆไป เเละบอสพอลก็ไม่ได้มอบให้ตนเองเพียงคนเดียว พร้อมกับขอถ่ายรูปกับตัวเอง โดยมีลูกน้องของตนเป็นคนพามา เเละเป็นคนถ่ายรูปให้
ยอมรับว่า คุ้นๆเสียง "ชายปริศนา" ที่สนทนากับ "บอสพอล" ซึ่งถ้าหากเป็นนักการเมือง ที่มีการลือชื่อกันนั้น ตัวเองก็รู้จักพอสมควร เนื่องจากตัวเองเคยเป็น ผอ.กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง จึงต้องกำกับดูแล หรือรับเรื่องธุรกิจขายตรง ที่เบี่ยงเบนไปทางแชร์ลูกโซ่
จึงรู้จักกับคนที่เชี่ยวชาญ "เรื่องแชร์ลูกโซ่" ซึ่งบุคคลที่ถูกกล่าวถึง เคยเป็น"ผู้ที่ออกมาต่อต้านแชร์ลูกโซ่" เหมือนกัน จึงรู้จักกัน แต่ไม่เคยขอให้มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
อย่างไรก็ตามถือเป็นเรื่องดีที่จะได้ชี้แจง ซึ่งตัวเองนั้นมั่นใจในความบริสุทธิ์ 100% ยืนยันว่า ไม่ได้เป็น "เทวดา สคบ." อย่างที่มีคนกล่าวหาพร้อมที่จะให้ตรวจสอบ
อย่างไรก็ตาม บอสพอล มีความพยายามที่จะทำธุรกิจขายตรง ที่มีเเม่ข่าย จึงมาจดทะเบียนอีกครั้งในปี 2663 เเต่ สคบ.ไมีอนุญาติ เขาถึงพยายามต่อสู้ว่าเขาไม่ไม่ใช่ขายตรง ส่วนเรื่องการหลอกลวงเป็นพฤติกรรมแปลกๆ เช่นการนำรถหรู การนำดารา มาโปรโมทสินค้า
จะสังเกตุได้ว่า สินค้าที่มีดาราโปรโมท จะขายดี จากปกติมันขายไม่ออก ก็ต้องไปตรวจสอบว่า เข้าข่ายการฉ้อโกงหรือไม่ แต่ที่เข้าข่ายหลอกลวงคือสั่งซื้อสินค้าราคาหลักหมื่น เเต่ส่งสินค้าราคาหลักร้อน แสดงว่ามีเจตนาไม่ส่งาลสินค้า จึงเข้าข่ายขายฐานฉ้อโกง เรื่องนี้นักกฏหมาย ต้องค่อยๆเเกะให้ดี