โดยพบว่า ในจำนวนนี้หนึ่งลำ คือ เรือดาวรุ่ง พังเสียหายเดินเครื่องไม่ได้ มีการลากจูงอยู่กลางทะเล เบื้องต้น กำลังนำเรือทั้ง 3 ลำ กลับเข้าฝั่งที่ถ้าเทียบเรือกองกองกำกับการเจ็ด กองบังคับการตำรวจน้ำจังหวัดสงขลา ซึ่งสามารถเดินเรือได้เพียง 5 น็อต จึงทำให้ล่าช้าและคาดว่า เรือทั้งสามลำพร้อมผู้ต้องหาจะเข้าฝั่งได้ในช่วงค่ำวันนี้ ก่อนจะควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งแปดคน มาสอบปากคำและทำบันทึกจับกุม ก่อนส่งตัวเข้าไปสอบสวนขยายผลที่กองบังคับการปราบปราม ด้วยเครื่องบิน ในวันพรุ่งนี้ (18 มิ.ย.)
ทั้งนี้มีรายงานว่า เวลา 19.40 น. เรือทั้ง 3 ลำ ได้เข้าเทียบท่าที่ ที่ท่าเรือตำรวจน้ำสงขลา โดยเมื่อมาถึงเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงไปตรวจสอบเรือของกลางทั้ง 3 ลำ ซึ่งเท่าที่สังเกตเบื้องต้นจะเห็นได้ว่า เรือลำแรกคือกำไรเงิน มีลูกเรือนั่งอยู่ 3 คนส่วนเรือลำที่สองเจพี 3 คน และสุดท้ายคือดาวรุ่ง 2 คนรวมเป็น 8 คน ขณะที่ปริมาณน้ำมันที่สังคมตั้งข้อสังเกตว่า จะยังคงหลงเหลืออีกหรือไม่นั่น เจ้าหน้าที่ได้ใช้อุปกรณ์ ผูกติดกับท่อพีวีซีความยาวประมาณ 4 เมตร เพื่อตรวจสอบถังน้ำมัน
ซึ่งก็ปรากฏว่า แทบจะหย่อนท่อลงไปสุดซึ่งแสดงว่า แทบไม่เหลือน้ำมันอยู่บนเรือ ซึ่งสอดคล้องกับทางรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ระบุว่า น้ำมันส่วนใหญ่ถูกจำหน่ายไปตั้งแต่ที่เรือเข้าจอดเทียบท่าที่กัมพูชา โดยเรือ 3 ลำ มีมูลค่ามากกว่า 30 ล้านบาท ขณะที่น้ำมันเถื่อนที่อยู่ในเรือทั้ง 3 ลำ ประมาณ 330,000 ลิตรนั้น หากเทียบเคียงกับมูลค่าแล้วอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน มีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่ลูกเรือตัดสินใจนำเรือหลบหนีไปยังประเทศกัมพูชานั้น ได้รับคำสั่งจาก “เสี่ยโจ้” บุคลลที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่า มีส่วนเกี่ยวข้องและอยู่เบื้องหลังในคดีนี้ และตัวของ “เสี่ยโจ้”ก็น่าจะหลบหนีอยู่ที่ประเทศกัมพูชาด้วย ซึ่งรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก็ไม่ได้ปฏิเสธและบอกว่ามีความเป็นไปได้สูง กับสมมุติฐานดังกล่าว