ขณะที่ นายยอดชาย กล่าวว่า สำหรับการส่งเสริมการปฏิบัติศาสนกิจของอิสลามิกชนหรือมุสลิมตามหลักศาสนาอิสลามนั้น แต่เดิมศาลอาญาได้มีการเปิดให้บริการห้องละหมาด ศาลอาญา อาคารศาลอาญา ชั้น 8 อย่างไม่เป็นทางการมาเป็นเวลานาน ซึ่งมีผู้มาใช้บริการในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก ทำให้มีสภาพเก่าและชำรุดไปตามระยะเวลาการใช้งาน ต่อมา ศาลอาญาได้ดำเนินการปรับปรุงพื้นและผนังห้องละหมาดให้มีสภาพดี รวมทั้ง ติดตั้งอ่างน้ำสำหรับชำระล้างร่างกายก่อนทำพิธี พร้อมใช้งานและมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่บุคลากรของศาลอาญา บุคลากรภายในสำนักงานศาลยุติธรรม รวมถึงคู่ความและประชาชนผู้มาติดต่อราชการ ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามได้ใช้ห้องละหมาด
"สำหรับการประกอบพิธีละหมาดตามหลักศาสนาอิสลาม สอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกาที่มุ่งเน้นการอำนวยความยุติธรรม สร้างความเท่าเทียมให้แก่บุคลากร สังคมและประเทศชาติ ประกอบกับแนวทางของสำนักงานศาลยุติธรรมด้านการส่งเสริมสนับสนุนวิธีการทำงานอย่างมีความสุขของบุคลากรซึ่งจะทำให้การปฏิบัติงานเกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการ" อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าว
ด้าน นายมุข กล่าวว่า สมัยที่ตนเองเคยเป็นทนายความมาปฏิบัติงานที่ศาลอาญา เมื่อถึงเวลาเที่ยงต้องหาสถานที่ละหมาดใต้ต้นไม้ หรือบริเวณอื่น ซึ่งไม่ค่อยมีความสะดวกมากนัก ดังนั้น การมีสถานที่ละหมาด จึงมีความหมายเป็นอย่างมากต่อพี่น้องมุสลิม เพราะการละหมาดนั้นถือเป็นการให้อาหารทางจิตวิญญาณที่จะให้บรรลุถึงความสมบูรณ์ ความสะอาด และ มีความดีงามทั้งทางด้านร่างกายและจิตวิญญาณ การเปิดโอกาสให้มีห้องละหมาดในวันนี้ ตนต้องขอบคุณแทนพี่น้องมุสลิมทุกท่าน
ผู้สื่อข่าวรายงานในวันนี้ มีบุคลากรสำคัญจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม ได้แก่ ศาลยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม รัฐสภา สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียประจำประเทศไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี ทนายความมุสลิม จากสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมป์ มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย สมาคมสื่อสารมวลชนมุสลิมแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 (ผบก.น.2) พร้อมด้วยบุคลากรของศาลอาญา รวมประมาณ 100 คน