“จากนั้นคนร้ายจะทำทีอ้างว่าแฮกระบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมยอดเงินในบัญชีเว็บไซต์การพนันของผู้เสียหายเพิ่มขึ้น เมื่อเห็นว่าเหยื่อหลงเชื่อ ก็จะให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าไปเพิ่ม อ้างว่าจะได้แฮกเงินคืนให้ได้มากกว่าเดิม แต่จนท้ายที่สุดแล้วผู้เสียหายก็ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ก่อนจะถูกกลุ่มคนร้ายตัดขาดการติดต่อเชิดเงินหนีหายไป กลายเป็นถูกหลอกเงินซ้ำเพิ่มขึ้นไปอีก ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่าภายในระยะเวลา 15 วัน มีผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้กลุ่มคนร้ายมากกว่า 1,000 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 8 ล้านบาท” ผบก.ปอท. กล่าว
ด้าน พ.ต.อ.เนติ กล่าวว่า จากการสืบสวนพบว่า เว็บไซต์ปลอมดังกล่าวมีการใช้ IP-Address ประเทศกัมพูชา ก่อนเช่าบริการเซิร์ฟเวอร์ภายในประเทศไทย จึงเข้าทำการตรวจค้นบริษัทที่ให้บริการเช่าเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าว พบฐานข้อมูลเว็บไซต์ที่ใช้และเคยใช้ในการฉ้อโกงออนไลน์ในลักษณะชักชวนให้ลงทุนและซื้อสินค้าจำนวนมาก รวมทั้งเว็บไซต์ที่ทำปลอมกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง อีก 3 เว็บไซต์ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบมีการปลอมเว็บไซต์ทั้งหน่วยงานรัฐ อาทิ ตำรวจสอบสวนสวนกลาง, DSI, ตำรวจไซเบอร์ (บช.สอท.) และ หน่วยงานเอกชน, องค์กรต่างๆที่ไม่มีอยู่จริง รวมถึงเว็บไซต์หลอกลงทุนต่างๆ รวมกว่า 133 เว็บไซต์
“ปัจจุบันพบยังมีการเปิดใช้งานอยู่จำนวน 98 เว็บไซต์ แบ่งเป็นเว็บพนันออนไลน์ 16 เว็บไซต์, หลอกสั่งซื้อสินค้า 9 เว็บไซต์, เว็บเงินกู้ 6 เว็บไซต์, เว็บลงทุนคริปโต 6 เว็บไซต์, เว็บสายการบินปลอม 3 เว็บไซต์, ติดตั้งแอปหลอกลวง 3 เว็บไซต์, เว็บหลอกสมัครงาน 1 เว็บไซต์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการปิดไปแล้วจำนวน 10 เว็บไซต์“
พ.ต.ท.นิธิ กล่าวว่า นอกจากนี้จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า กลุ่มคนร้ายจะใช้บัญชีม้าในการรับโอนเงินจากผู้เสียหาย แล้วถ่ายเทเงินไปยังบัญชีม้าแถวต่างๆ ก่อนแปลงเป็นเหรียญสกุลเงินดิจิทัลคริปโตเคอร์เรนซี ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ แล้วถ่ายเทไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลต่างๆ เพื่อเลี่ยงการถูกจับกุม ก่อนจะทำการส่งต่อไปยังกระเป๋าที่เป็นของระดับสั่งการหรือนายทุนต่อไป โดยตั้งแต่เดือน มิ.ย.66 จนถึงปัจจุบัน บัญชีม้าและกระเป๋าเงินดิจิทัลต่างๆ ในกลุ่มของคนร้ายมียอดเงินหมุนเวียนมากกว่า 7,000 ล้านบาท
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอศาลออกหมายจับคนร้ายในขบวนการ แบ่งเป็น กลุ่มพนักงาน, กลุ่มโปรแกรมเมอร์, กลุ่มฟอกเงิน และกลุ่มระดับสั่งการหรือนายทุน จำนวน 12 ราย ประกอบด้วยคนไทย 8 ราย, คนกัมพูชา 1 ราย และคนจีน 3 ราย หนึ่งในนั้นคือ นาย หง เว่ย เหลียง สัญชาติจีน ผู้ต้องหารายสำคัญ ที่เชื่อได้ว่าอยู่ในระดับนายทุนและเป็นเจ้าของเว็บไซต์ปลอมดังกล่าว
“เฉพาะในช่วงระยะเวลา 4 เดือน ที่ผ่านมา นายหง เว่ย เหลียง รับโอนเงินเข้ามายังบัญชีตัวเอง คิดเป็นเงินไทยประมาณ 175 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการออกหมายเรียกผู้ต้องหากลุ่มบัญชีม้าอีก 5 รายมารับทราบข้อกล่าวหา พร้อมกับนำกำลังเปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นจนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 5 ราย ในจำนวนนี้ มี 4 รายที่ทำหน้าที่ในการฟอกเงิน ได้แก่ นายฉาง และน.ส.ฤดี สองสามีภรรยา นายเอกณัฏฐ์ ที่ทำการฟอกเงินผ่านบัญชีคริปโต ของนายเอกชัย และอีก 1 ราย คือ นายวันดี ทำหน้าที่เป็นโปรแกรมเมอร์ปลอมเพจเว็บไซต์ และเป็นผู้ดูแลระบบ ยิงแอดโฆษณา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีการทำปลอมและเลียนแบบเว็บไซต์หน่วยงานราชการอีกกว่า 10 แห่ง” รอง ผกก.2 บก.ปอท. กล่าว
พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวอีกว่า นอกจากการจับกุมตัวผู้ต้องขบวนการดังดข่าวได้ 5 รายแล้วนั้น เจ้าหน้าที่ยังสามารถตรวจยึดของกลางและทรัพย์สิน อาทิเช่น คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ, เงินสด, รถยนต์หรู, กระเป๋าแบรนด์เนม, และเครื่องประดับต่างๆ รวมมูลค่าประมาณ 80 กว่าล้านบาท
ทั้งนี้จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย บางส่วนให้การรับสารภาพ บางส่วนให้การภาคเสธ โดยนายเอกณัฏฐ์ ยอมรับว่า ได้ใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลของนายเอกชัย รับโอนเหรียญคริปโตจริง แต่อ้างว่าเป็นเหรียญที่ลูกค้าโอนมาจ่ายในการเล่นพนันออนไลน์ ส่วน นายฉาง ยอมรับว่า ใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลของ น.ส.ฤดี แฟนสาว ในการรับเหรียญคริปโตฯจริง แต่เป็นการซื้อเหรียญจากคนจีนที่อยู่ในประเทศกัมพูชา แต่ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ
เบื้องต้นจึงนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอท. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมเตรียมขยายผลเอาผิด นายทุนและเจ้าของเว็บไซต์ปลอมที่ยังอยู่ระหว่างหลบหนีในประเทศเพื่อนบ้านต่อไป
พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือข่ายดังกล่าว พบพบว่ามีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับเว็บพนันเว็บไซต์หนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่มเครือข่ายของสารวัตรซัว ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลตรวจสอบอย่างละเอียด