ส่วนประเด็นเรื่องเส้นทางการเงิน ที่พบว่า ลูกน้องของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โอนเงินให้กับลูกน้องในทีม และจ่ายค่าโทรศัพท์ โอนให้แม่นั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยืนยันว่า ไม่ได้มีเส้นทางการเงิน ตรงเข้ามาที่ตน ทั้งหมดเป็นเรื่องของลูกน้อง ที่ต้องตอบว่า นำเงินไปทำอะไร ได้มีการนำเงินไปเล่นพนัน หรือไปยุ่งเกี่ยวกับเว็บอะไรหรือไม่ หรือจะไปใช้บัญชีม้า ไปมีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับ "มินนี่" ถือเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่ได้หมายความว่า พอมีเรื่องนี้เกิดขึ้นแล้ว จะจับเชื่อมโยงมาที่ตนได้ ต้องมาถามตน ให้ตนไปอธิบาย
โดยเวลาที่ตน ให้เงินลูกน้องไปทำงาน ที่เป็นส่วนเกิน จากงบราชการลับที่มีไม่พอ ตนก็พร้อมนำเงินส่วนตัวมาทำงาน ซึ่งลูกน้องจะเอาไปหมุนยังไง ตนก็ไม่ทราบทั้งหมด แต่ให้คิดง่าย ๆ ว่า ถ้าตนรับเงินจากเว็บพนัน คงไม่ใช่เงินแค่หลัก 2 - 3 ล้านบาท ที่ผ่านมาเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกา ตัดสินโทษจำคุก กรณีที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงแล้ว จึงต้องไปดูที่เจตนาว่า ต้องการให้ตนเสียชื่อเสียงหรือไม่
สำหรับ "รองผู้กำกับคริษฐ์" ก็ทำงานอยู่กับตนมานาน เหมือนเป็นเลขา ในแต่ละเดือน ตนก็จะให้เงินไปจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ รวมถึงค่ารักษาพยาบาลแม่ ซึ่งเงินจำนวน 2.8 ล้าน คือค่าใช้จ่ายสำหรับทั้งปี ไม่ใช่แค่เดือนเดียว แต่จะมีการเอาเงินต้นไปหมุนจ่าย เอาไปเข้าเส้นเงินที่เชื่อมโยงกับ "มินนี่" ได้อย่างไร ตนไม่ทราบ แต่ถ้าตนรับเงินจากเว็บพนันออนไลน์ ก็ต้องมีเส้นเงินตรงเข้ามาที่ตนเลย เรื่องนี้ตนรอที่จะสอบถามกับ "รองผู้กำกับคริษฐ์" ที่ตอนนี้อยู่ระหว่างการยื่นขอประกันตัว โดยมีทีมทนายความ มาร่วมสอบถามข้อเท็จจริงด้วย
ส่วนกระแสข่าวที่ว่า หลังจากนี้อาจจะมีหลักฐานส่วนไหน ที่เชื่อมโยงมาหาตน แล้วมีการออกหมายจับตน รวมถึงภรรยา แม่ และน้องชาย ได้ กังวลใจหรือไม่นั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ระบุว่า ตนไม่ได้มีความกังวลใจในส่วนนี้ เพราะตนสามารถชี้แจงได้หมด โดยเฉพาะแม่ของตน ที่อายุเยอะมากแล้ว ท่านไม่รู้จักเรื่องการพนันออนไลน์อย่างแน่นอน
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังบอกอีกว่า หลังจากถูกค้นบ้านเมื่อวานนี้ (25 ก.ย.) ตนก็ได้มีการพูดคุยเเบบส่วนตัวกับ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. โดย ผบ.ตร. บอกว่า ก่อนหน้านี้เพียงได้รับรายงานว่า จะมีการตรวจค้น ซึ่งได้บอกกับผู้ที่รายงานว่า หากจะค้นก็ขอให้แจ้งก่อน แต่ตำรวจที่เข้าไปค้นนั้น กลับรายงานภายหลังจากตรวจค้นแล้ว นั่นหมายความว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ได้มาจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
เมื่อถามว่า เป็นปฏิบัติการเอาคืนในการฟ้องกลับหรือยัง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ บอกว่า วันนี้ยังไม่ได้ฟ้องกลับแต่เป็นการมาร้องขอความเป็นธรรม และตอนนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทราบแล้วว่า ใครเป็นคนสั่ง รู้หมด ส่วนจะเป็นคนภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่นั้น ขอตอบสั้น ๆ เพียงว่า “เรื่องที่เป็นการเมืองภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ส่วนจะเกี่ยวข้องกับการเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่หรือไม่นั้น ตนเองไม่ขอตอบ ให้ไปคิดกันเอาเอง
ทั้งนี้ จะฟ้องกลับหรือไม่สำหรับคนที่มีคำสั่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ระบุว่า “ถูกต้องครับ ถ้าทำผิดกฎหมาย ผมก็ต้องรักษาสิทธิฟ้องกลับ รักษาเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของผม
วันนี้ถึงแม้ว่า ผมไม่มีข้อกล่าวหา แต่ผมเสียหาย มันอาจจะไม่มีอะไรมาถึงผมเลยแต่ผมเสียชื่อเสียง และไม่ขอเอ่ยว่าใครเป็นคนสั่งการ เพราะ ผบ.ตร. เขาบอกมาแบบนี้
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังตอบคำถาม ถึงประเด็นที่ปรากฎชื่อ ผู้ถือกรรมสิทธิ์บ้านทั้ง 5 หลัง คือ เฮียแต๋ม นักธุรกิจรายใหญ่ที่ จ.อุดรธานี และพบว่า มีการโอนเงินมาจ่ายค่าส่วนกลางบ้านปีละ 142,000 บาท ว่า เฮียแต๋ม เป็นญาติสนิทของตน และเป็นเจ้าของบ้านทั้งหมด โดย เฮียแต๋ม ให้ตนเช่าบ้านอยู่ มีสัญญาเช่าชัดเจน ในราคา 50,000 บาท อาศัยอยู่ 2 หลัง ส่วนหลังที่เหลือใช้เก็บของ ด้วยความที่เป็นญาติกัน ตนจะจ่ายแพงกว่านี้ แต่เฮียแต๋มก็ไม่เอา โดยบ้านที่ตนอาศัยอยู่นี้ ตนได้เคยให้การกับ ป.ป.ช. ไว้นานแล้ว และตนบริสุทธิ์ใจ เฮียแต๋มก็ไม่ใช่คนที่ทำผิดกฎหมาย ตนเป็นคนสงขลา จึงมาหาเช่าบ้านอยู่ เพื่อความสะดวก
ส่วนกรณีที่ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ จะมีการออกมาแฉว่า มีทนายความชื่อดัง และนักข่าว เชื่อมโยงกับเครือข่ายพนันออนไลน์นี้ด้วย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของทนายดัง และนักข่าว ไม่เกี่ยวกับตนเอง เพราะอย่างที่บอกว่า ไม่มีเส้นทางการเงินไหนโยงมาถึงตน