จากนั้นทางด้านพล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ ได้เริ่มปฏิบัติการช่วยเหลือ โดยเริ่มจากเรียกประชุมทางไกล และ สั่งการไปยังตำรวจในพื้นที่ จ.ตรัง เพื่อให้ไปสอบถามกับทางปู่แท้ๆของเด็กหญิงรายนี้ แต่ก็ได้รับคำตอบมาว่า เจ้าตัวไม่ได้เดินทางมารับหลานแต่อย่างใด และเมื่อสอบถามถึงพฤติกรรมของลูกชาย ก็ได้รับคำตอบว่า ปกติแล้วลูกชายไม่ได้เดินทางกลับบ้านมานานมากแล้ว แต่มีนิสัยชอบใช้ความรุนแรง ก่อนจะมีการขยายผลการสืบสวนต่อเนื่องไปที่ จ.กำแพงเพชร
“เราได้ไล่ตรวจสอบว่ามีรถต้องสงสัยของสองสามีภรรยา ขับเข้าไปในพื้นที่บ้างหรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบก็พบรถคันดังกล่าวขับเข้าไปในพื้นที่ และยังพบว่ามีการขับไปซื้อถุงปูนเข้าไปที่บ้านอีกด้วย รวมถึงมีการสอบปากคำผู้ใหญ่บ้านและพยานแวดล้อม ก็ได้รับการยืนยันว่าในช่วงเวลาดังกล่าวมีรถของสองสามีภรรยาเข้ามาในพื้นที่จริง”
ต่อมาวันที่ 19 กันยายน ทางผู้บังคับการจังหวัดตรัง ได้ประสานกลับมาว่า ทางพ่อของนายส่องศักดิ์ ผู้ก่อเหตุ ได้มีการพูดคุยกับลูกชายแล้ว และทางลูกชายก็รับสารภาพว่า ฆ่าลูกจริง ก่อนจะนำไปฝัง ซึ่งทางผู้ต้องหาและพ่อของผู้ก่อเหตุก็อยู่ในอาการเครียดกับเรื่องที่เกิดขึ้น
จากนั้นจึงเชื่อว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นจริง จึงได้มีการประชุมร่วมกับ พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ ผบก.น.2 เพื่อติดตามตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ทั้งหมดมาสอบปากคำ กระทั่งสามารถจับกุมตัวทั้งพ่อ และ แม่ ของเด็กเอาไว้ได้ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะรับสารภาพ ทางเจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวทั้งหมดไปยังจุดที่ฝังศพ ในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร และก็พบร่างของเด็กหญิงถูกฝังจริง
“หลังจากนี้จะมีการขยายผลอย่างต่อเนื่อง จะต้องตรวจสอบว่าภรรยาและลูกที่เหลืออยู่ที่ใดบ้าง ในเบื้องต้นทราบแล้วว่านายส่องศักดิ์ มีภรรยา 4 คน ลูก 10 คน หลังจากนี้ก็จะต้องตรวจสอบว่าเด็กทั้งหมดยังอยู่หรือไม่ เพื่อความปลอดภัย รวมถึงทาง พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ได้มีการตั้งทีมสืบสวนจาก บช.น. ร่วมกับ ทีม ศพดส.ตร. โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ก็ได้กำชับให้มีการทำงานร่วมกัน โดยขณะนี้มีความก้าวหน้าไปมากพอสมควร”
ถกเครียดส่อแจ้งข้อหา “เอ็ม-เมีย” ค้ามนุษย์
พลตำรวจโท ธิติ แสงสว่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวกับทีมข่าว “ข่าวข้นคนข่าว” ถึงคำให้การของนายเอ็มว่า อาจจะสับสน และล่อหลอกตำรวจ แต่ไม่ได้สร้างปัญหากับชุดสอบสวน เพราะผู้ต้องหาจะพูดอะไรก็พูดได้ แต่การทำงานของตำรวจ คือ หาพยานหลักฐานมายืนยันข้อกล่าวหา คือฆ่าลูก ทำร้ายเด็กซึ่งเป็นลูกของตนเอง
หลักฐานที่จะมัดตัว คือหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งหากไม่ตรงกับคำให้การ ก็แปลว่านายเอ็มโกหก ไม่ได้หมายความว่านายเอ็มจะหลุดคดี เนื่องจากหลักฐานอื่นๆ ที่เป็นพยานแวดล้อม มัดตัวไว้ทั้งหมด ทั้งระยะเวลาเกิดเหตุ พฤติการณ์ ซึ่งเชื่อมโยงเป็นจิ๊กซอว์เดียวกันกับศพที่พบ และผลตรวจชันสูตร ขณะนี้รอเพียงผลดีเอ็นเอยืนยันความเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางสายเลือด “พ่อ-แม่-ลูก” เท่านั้น
แหล่งข่าวระดับสูงจากชุดคลี่คลายคดี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้นายเอ็มยืนยันว่าฆ่าลูก 3 คน ส่วนอีก 2 คนอ้างว่าผู้หญิงฆ่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันต่อไป
นอกจากนั้น ตำรวจยังพบหลักฐานและความเชื่อมโยงที่น่าสนใจ คือ ลูกคนหนึ่งของนายเอ็มที่เจ้าตัวเคยถ่ายรูปไปรับบริจาค อ้างว่าพิการ “ปากแหว่ง-เพดานโหว่” นั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นความพิการมาตั้งแต่กำเนิด แต่เป็นเพราะถูกทำร้ายจนเพดานโหว่ และกลายเป็นช่องทางให้นายเอ็มกับภรรยา ถ่ายภาพลูกคนนี้ไปเปิดรับบริจาค
หลักฐานที่พบนี้ ตำรวจไปสอบปากคำยืนยันอดีตคนเลี้ยงเด็ก และญาติที่เคยดูแลเด็ก ได้รับคำยืนยันตรงกันว่าเด็กไม่ได้พิการตั้งแต่เกิด แต่เพดานโหว่เพราะถูกทำร้าย
จากข้อมูลที่ได้ เมื่อนำมาประมวลรวมกับพฤติการณ์และลักษณะนิสัยของนายเอ็มที่ไม่ยอมทำงาน ทำร้ายเด็ก ทำร้ายภรรยา แต่ภรรยาก็ไม่ยอมเลิกรา มีความเป็นไปได้ว่า อาจจะทำร้ายเด็กให้บาดเจ็บ และพิการ เพื่อนำเด็กไปหากินด้วยการเป็นขอทาน หรือรับบริจาค ซึ่งถ้าข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริง ก็จะตอบคำถามได้ว่าเหตุใด นายเอ็ม จึงต้องมีลูกมากๆ ทั้งๆ ที่อ้างว่าไม่ชอบเสียงร้องของเด็ก รำคาญเสียงเด็ก
ล่าสุดทีมสืบสวนกำลังหารือกันอย่างเคร่งเครียด และปรึกษากับทีมสอบสวน โดยมีผู้บัญชาการตำรวจนครบาลร่วมกันวิเคราะห์ เพื่อชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และอาจมีการแจ้งข้อหาเพิ่ม คือ “ข้อหาค้ามนุษย์” กับนายเอ็ม และภรรยา หากหลักฐานทั้งหมดชี้ไปได้ว่า นายเอ็มทำร้ายลูกของตนเอง เพื่อให้พิการ หรือบาดเจ็บ แล้วนำไปขอทาน หรือเปิดรับบริจาค เมื่อพลั้งมือฆ่า หรือทรมานเพื่อผลในการนำไปขอทาน แต่เมื่อเสียชีวิตก็นำศพไปทิ้ง แล้วมีลูกใหม่
จากข้อมูลที่พบล่าสุด น่าเชื่อว่า นายเอ็ม ไม่ใช่คนขี้โมโหจริง ไม่ได้ขี้หงุดหงิด หรือมีสภาพจิตประสาทแตกต่างจากคนปกติทั่วไป จึงมีความเป็นไปได้ว่า นายเอ็มอาจจะมีพฤติการณ์ค้ามนุษย์ โดยมีภรรยาบางคนร่วมขบวนการ