ศาลสั่งคุก 90 ปี จนท.การเงิน สนง.บังคับคดีปัตตานี ปลอมลายเซ็น ผ.อ. เบิกเงิน
29 ส.ค. 2566 | titayu_pur

อ่วม! ศาลสั่งคุก 90 ปี สาว "จนท.การเงิน" สนง.บังคับคดีปัตตานี ปลอมลายเซ็น “ผ.อ.” เบิกเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง พร้อมชดใช้ 2.2 ล้านบาท
ข่าว
29 ส.ค. 2566 | titayu_pur

อ่วม! ศาลสั่งคุก 90 ปี สาว "จนท.การเงิน" สนง.บังคับคดีปัตตานี ปลอมลายเซ็น “ผ.อ.” เบิกเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง พร้อมชดใช้ 2.2 ล้านบาท
29 สิงหาคม 2566 นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก นายชัยวัฒน์ สุวรรณยอด อัยการพิเศษ ฝ่ายสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 9 เจ้าของสำนวนคดีว่า เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 จังหวัดสงขลา
ได้มีการอ่านคำพิพากษา คดีที่ พนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 9 ยื่นฟ้อง นางจิรนันท์ แก้วคำ หรือ นางเมษยา ชูสงค์ หรือ นางเมธาวี คีตะเมธา ชูสงค์ เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี 4 สำนักงานบังคับคดีจังหวัดปัตตานี กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม
ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจหน้าที่ในการเบิกจ่ายเงิน ทำบัญชีแสดงรายรับรายจ่าย คิดยอดหนี้คิด ค่าธรรมเนียม ถอนการยึด เบิกจ่ายเงินในคดี เงินนอกงบประมาณ รับเงิน ออกใบเสร็จ เบิกจ่ายเงินงบประมาณ และสั่งจ่ายเช็คของผู้เสียหาย ตามระเบียบและตามข้อกำหนด ที่ผู้เสียหายทำไว้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปัตตานี
โดยมี นายมโหสถ รามรังสฤษฎ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานบังคับคดีฯ เป็นผู้เสียหาย มีอำนาจลงรายมือชื่อ สั่งจ่ายเช็คของผู้เสียหายร่วมกับจำเลย และจำเลยมีหน้าที่ครอบครองดูเเลรักษา เช็คและเงินงบประมาณ ตามเช็คของผู้เสียหาย ตามกฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งของทางราชการ
เหตุเกิดเมื่อระหว่างวันที่ 18 มี.ค. 47 - 27 เม.ย.49 จำเลยกระทำความผิดทุจริต ต่อหน้าที่ทางราชการ โดยทุจริตเบิกจ่ายเงินของผู้เสียหาย ด้วยวิธีการออกเช็คของผู้เสียหาย ปลอมลายมือชื่อ นายมโหสถ และร่วมลงลายมือชื่อของจำเลย ในเช็คธนาคารดังกล่าวของผู้เสียหาย
จากนั้นจำเลย นำเช็คไปเบิกถอนเงิน ออกจากบัญชีเงินฝาก หลายกรรมต่างกัน (รวม 18 กรรม) จำเลยเบียดบังเอาเงินเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต ไม่นำส่งคืนให้แก่ผู้มีหน้าที่ รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 2,805,391 บาท
เหตุเกิดที่ ต.รูสะมิแล และ ต.อาเนาะรู อ.เมืองปัตตานี ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 , 147 ให้จำเลยคืนเงิน 2,805,391 บาท เเทน จำเลยให้การปฏิเสธ
คดีนี้ ศาลพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้น รับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี 4 สำนักงานบังคับคดีจังหวัดปัตตานี ผู้เสียหาย อันเป็นเจ้าพนักงาน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจหน้าที่ในการเบิกจ่ายเงิน และสั่งจ่ายเช็คของผู้เสียหาย ตามระเบียบและข้อกำหนด ที่ผู้เสียหายได้ทำไว้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
พยานหลักฐานของโจทก์ ที่ไต่สวนมารับฟังได้ โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือ เป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริต ยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย การกระทำของจำเลยจึงเป็น ความผิดตามฟ้อง
ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงิน 2,805,391 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น ข้อเท็จจริง ได้ความตามทางไต่สวน จากคำเบิกความของ นายมโหสถ และรายละเอียดการคำนวณ ค่าสินไหมทดแทน ท้ายคำร้องขอส่งเอกสารเพิ่มเติมของโจทก์ว่า ได้มีการชำระหนี้ให้แก่ ผู้เสียหายแล้วเป็นเงิน 561,078บาท เมื่อนำมาหักออกจากเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว จึงคงเหลือ 2,244,313บาท
ศาลจึงพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) การกระทำของจำเลย เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 18 กระทง เป็นจำคุก 90 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) ให้จำเลยคืนเงิน 2,244,313 บาท แก่สำนักงานบังคับคดี จ.ปัตตานี ผู้เสียหาย