ขณะที่ พ.ต.อ.สุวัฒชัย ศรีทองสุข ผู้กำกับการวิเคราะห์ข่าวฯ สอท. เปิดเผยว่า ระบบของกรมการขนส่งทางบกมีการวางระบบป้องกันอยู่แล้ว แต่ทางผู้ต้องหาอาศัยความคุ้นชินกับเจ้าหน้าที่เข้าไปจดจำรหัสผ่าน โดยขั้นตอนการกระทำความผิดคือ หลังผู้ก่อเหตุได้ wifi พนักงานมาแล้ว จะทำการใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คเข้าระบบผ่าน wifi ของกรมขนส่งโดยใช้รหัสเป็นเลขบัตรประชาชน เนื่องจากต้องเข้าระบบผ่าน wifi ของขนส่งเท่านั้น จึงจะเข้าระบบได้
“จากนั้นใช้ password พนักงานมาเข้าสู่ระบบทะเบียนรถยนต์ และไปเปลี่ยนข้อมูลรถยนต์ให้เป็นไปตามที่ตนเองต้องการ รายละเอียดของตัวรถให้ตรงกับรถยนต์ที่ต้องการไปสวม หรือแก้ไขจากรถยนต์ธรรมดา ให้กลายเป็นเล่มทะเบียนรถที่มีราคาสูง หรือรถยนต์เก่า เพื่อนำเล่มทะเบียนไปขายต่อในราคาที่สูง เมื่อแก้ไขข้อมูลเสร็จ ก็จะทำทีเป็นทำเล่มทะเบียนรถหาย และเข้ามาขอคัดเล่มทะเบียนใหม่ ภายหลังจากขนส่งออกเล่มให้ก็จะนำไปขายต่อ”
สำหรับลูกค้าที่รับซื้อจะมีด้วยกันแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก จะแก้ไขข้อมูลรถยนต์ที่ไม่มีมูลค่า เปลี่ยนเป็นรถยนต์ที่มีมูลค่าสูง ก่อนที่จะนำเล่มทะเบียนไปขายเล่มละประมาณ 1 ล้านบาท
กลุ่มที่สอง คือ คนซื้อเล่มทะเบียนรถไป เพื่อไปหารถยนต์ที่มีสภาพตรงกับข้อมูลในเล่มทะเบียน จากนั้นก็จะไปเปลี่ยนเลขตัวถังรถยนต์ เพราะสามารถยึดที่ปั้มเพลทรถยนต์ได้ โดยกลุ่มนี้จะขายรถยนต์ราคาประมาณ 1 ล้านบาท และเล่มทะเบียนรถยนต์อีก 1 ล้านบาท รวม 2 ล้านบาท
ส่วนกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่มีรถยนต์ และเล่มทะเบียน แต่จดทะเบียนไม่ได้ จึงว่าจ้างให้อีกคนไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลรถยนต์กับกรมการขนส่งทางบก โดยประสานผ่านผู้ต้องหา มีราคาเปลี่ยนคันละ 1.4 - 2 ล้านบาท
ขณะที่พล.ต.ท.วรวัฒน์ เปิดเผยว่า ตรวค้นทั่วประเทศรวม 35 จุด และยึดรถยนต์มาได้ 16 คัน โดยผู้ต้องหา 2 คน จะถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในการแก้ไขข้อมูล นำข้อมูลปลอมเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และเข้าถึงรหัสโดยมิชอบ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และหลังจากนี้จะขยายผลถึงกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะผู้ครอบครองรถยนต์ที่ต้องสงสัยก็จะออกหมายเรียกให้นำรถยนต์เข้ามาตรวจสอบ รวมทั้งทำหนังสือถึงกรมศุลกากร ถึงการนำเข้ารถยนต์และการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรถยนต์