พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า คดีนี้ผู้ต้องหาไม่ได้กระทำผิดเพียงลำพัง แต่กระทำผิดร่วมกับสามีชาวจีนที่ใช้ชื่อไทย ซึ่งถูกจับกุมไปเมื่อกุมภาพันธ์ ก่อนจะขยายผลมาจับกุมในครั้งนี้ ซึ่งตนได้รับข้อมูลพฤติกรรมของผู้ต้องหามาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานที่จะยืนยันพฤติกรรมของทั้งคู่ได้ กระทั่งมาถึงคดีของน.ส.นวพร ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูล ประกอบกับมีหลักฐานอื่นๆ และมีประจักษ์พยานยืนยันการกระทำดังกล่าว
รอง ผบ.ตร.ระบุ การดำเนินการครั้งนี้ ถือเป็นการปรามนักข่าว รวมถึงบุคคลใกล้ชิดตนที่คิดใช้ชื่อตนแสวงหาผลประโยชน์ในทางที่ไม่ชอบ ทั้งนี้ ตนไม่ได้โกรธ แต่วางเฉยการกระทำลักษณะนี้ไม่ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ต้องหาหลังได้รับการประกันตัว ได้ติดต่อมาเพื่อขอเข้าพบตน และขอพาสปอร์ตคืนเพื่อเดินทางไปยังฮ่องกง โดยอ้างว่ามีประชุมของบริษัท แต่ไม่สามารถอนุญาติได้ ต้องรอให้คดีถึงที่สุด และหลังจากนี้ก็ให้ผู้ต้องหาไปต่อสู้ในชั้นศาล
สำหรับกรณีที่ผู้ต้องหาโพสต์ออกแถลงการณ์ ระบุว่า ถูกแก้แค้นจากทุนจีนสีเทา และยืนยันไม่ได้กระทำผิดนั้น ตนวอนทุกคนอย่าเชื่อ รองผบ.ตร.ระบุว่า เป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่จะปฏิเสธ และเป็นสิทธิของประชาชนที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ แต่หากไม่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจน ศาลจะไม่อนุมัติหมายจับ