เนชั่นทีวี

ข่าว

“บิ๊กโจ๊ก”คดีสาวอ้างชื่อรีด 33 ล้าน รับคนใกล้ตัว อดีตที่ปรึกษาฯ ศพดส.ตร.

28 พ.ค. 2566 | sitthichai_nak

“บิ๊กโจ๊ก”คดีสาวอ้างชื่อรีด 33 ล้าน  รับคนใกล้ตัว อดีตที่ปรึกษาฯ ศพดส.ตร.

พล.ต.สุรเชษฐ์ แจงคดีนักข่าวสาวจีน อ้างชื่อเรียก 33 ล้านจาก “นวพร”ปัดกลั่นแกล้ง พยานหลักฐานชัด ร่วมก่อเหตุกับสามีจีน พนง.สบ.ให้ประกันห้ามเผ่นหนี ยอมรับความสนิทสนท จากที่เคยช่วยงานทั้งฝ่ายหญิง-ชาย หวังคดีช่วยปรามคนใกล้ชิด

28 พฤษภาคม 2566 จากกรณีการจับกุมนักข่าวสาว เชื้อสายจีน (ลูกครึ่งไทย - ไต้หวัน) แอบอ้างชื่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เรียกรับเงินจากน.ส.นวพร ภาเกียรติสกุล อายุ 53 ปี เจ้าแม่แก๊งอุ้มบุญทุนจีนสีเทา เป็นเงิน 33 ล้านบาท เพื่อล้มคดี แต่ น.ส.นวพร จ่ายเพียง 14 ล้านบาท 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ล่าสุด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวถึงการจับกุมครั้งนี้ว่า ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง แต่ต้องทำเพราะเรื่องนี้สร้างความเสียหายให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและตนเอง รวมถึงกระบวนการยุติธรรม  ส่วนสาเหตุที่ได้รับการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน เพราะเป็นดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน เจ้าของสำนวนคดี โดยใช้หลักทรัพย์สูงสุด 3.5 ล้านบาท พร้อมขึ้นบัญชี ห้ามเดินทางออกนอกประเทศจนกว่าคดีจะสิ้นสุด

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวยอมรับว่า ผู้ต้องหา มีความสนิทสนมกับตน ตั้งแต่เป็นผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เนื่องจากผู้ต้องหาเคยช่วยงานในภารกิจเหตุเรือล่มของนักท่องเที่ยวจีน และเคยให้ข้อมูลเกี่ยวธุรกิจทุนจีนสีเทา แต่เมื่อมีการอ้างชื่อตนเพื่อเรียกรับเงินในลักษณะนี้ ก็จำเป็นต้องดำเนินการ 

“บิ๊กโจ๊ก”คดีสาวอ้างชื่อรีด 33 ล้าน  รับคนใกล้ตัว อดีตที่ปรึกษาฯ ศพดส.ตร.

"ขอยืนยัน เรามีหลักฐานประจักษ์พยานที่ยืนยันการกระทำของผู้ต้องหาได้ แม้การเรียกรับเงินจะเป็นเงินสดก็ตาม"

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า คดีนี้ผู้ต้องหาไม่ได้กระทำผิดเพียงลำพัง แต่กระทำผิดร่วมกับสามีชาวจีนที่ใช้ชื่อไทย ซึ่งถูกจับกุมไปเมื่อกุมภาพันธ์ ก่อนจะขยายผลมาจับกุมในครั้งนี้ ซึ่งตนได้รับข้อมูลพฤติกรรมของผู้ต้องหามาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานที่จะยืนยันพฤติกรรมของทั้งคู่ได้ กระทั่งมาถึงคดีของน.ส.นวพร ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูล ประกอบกับมีหลักฐานอื่นๆ และมีประจักษ์พยานยืนยันการกระทำดังกล่าว

รอง ผบ.ตร.ระบุ การดำเนินการครั้งนี้ ถือเป็นการปรามนักข่าว รวมถึงบุคคลใกล้ชิดตนที่คิดใช้ชื่อตนแสวงหาผลประโยชน์ในทางที่ไม่ชอบ ทั้งนี้ ตนไม่ได้โกรธ แต่วางเฉยการกระทำลักษณะนี้ไม่ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ต้องหาหลังได้รับการประกันตัว ได้ติดต่อมาเพื่อขอเข้าพบตน และขอพาสปอร์ตคืนเพื่อเดินทางไปยังฮ่องกง โดยอ้างว่ามีประชุมของบริษัท แต่ไม่สามารถอนุญาติได้ ต้องรอให้คดีถึงที่สุด และหลังจากนี้ก็ให้ผู้ต้องหาไปต่อสู้ในชั้นศาล

“บิ๊กโจ๊ก”คดีสาวอ้างชื่อรีด 33 ล้าน  รับคนใกล้ตัว อดีตที่ปรึกษาฯ ศพดส.ตร.

สำหรับกรณีที่ผู้ต้องหาโพสต์ออกแถลงการณ์ ระบุว่า ถูกแก้แค้นจากทุนจีนสีเทา และยืนยันไม่ได้กระทำผิดนั้น ตนวอนทุกคนอย่าเชื่อ รองผบ.ตร.ระบุว่า เป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่จะปฏิเสธ และเป็นสิทธิของประชาชนที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ แต่หากไม่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจน ศาลจะไม่อนุมัติหมายจับ 

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายพนักงานสอบสวนเปิดเผยว่า ผู้ต้องหา มีสัญชาติจีนแต่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 30 ปี และภายหลังให้การช่วยเหลือเป็นล่ามภาษา กลุ่มคนจีนที่เข้ามาทำธุรกิจในไทย เคยได้รับการไว้วางใจ แต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็กสตรีครอบครัวป้องกะนปรามปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 แต่ภายหลังสถานะตกเป็นผู้ต้องหา รอง ผบ.ตร. กำลังดำเนินการปลดจากตำแหน่งทันที โดยผู้ต้องหา ปัจจุบันถือวีซ่าThailand Privilege Card หรือ วีซ่าประเภทพิเศษสำหรับนักธุรกิจ นักลงทุนชาวต่างชาติ