ในวันนี้นายรัชเดช หรือน้ำอุ่น จำเลยที่ 1 และนายชัยพล หรือคิว จำเลยที่ 2 กับพวกจำเลยทั้งหมดเดินทางมาศาลพร้อมด้วยทนายความ เพื่อมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
โดยศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือคดี"ลัลลาเบล"กันแล้ว พิพากษาแก้ยกฟ้องนายกฤษฎา และนายโกเศศ จำเลยที่ 5-6 โดยเห็นว่าอุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น ซึ่งไม่มีพฤติการณ์ชี้ชัดว่ามีเจตนาร่วมจัดงานเลี้ยงเพื่อเอื้อโอกาสให้นายรัชเดช จำเลยที่ 1 กระทำผิดต่อตัวผู้ตาย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215
ส่วนนายรัชเดช จำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนลงโทษอาญา จำคุก 8 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นถึงแก่ความตาย และจำเลยที่ 2,3,4 ยืนลงโทษอาญา จำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน ฐานเป็นผู้สนับสนุนฯ ส่วนความรับผิดทางแพ่งต่อโจทก์ร่วม ยอดชดใช้เท่าเดิม 748,660 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันก่อเหตุ
ภายหลังฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มารดาและบิดาของ "ลัลลาเบล" เปิดเผยว่า ยอมรับคำตัดสินของศาล ก็จะมีการพิจารณาเรื่องยื่นฎีกากับทนาย ที่ผ่านมาเดือดร้อนต้องเลี้ยงดูหลาน มีรายได้จากการทำขนมขายเท่านั้น แม้จะมีบุคคลภายนอกช่วยเหลือค่าเทอมแต่ก็ไม่เพียงพอค่ากินค่าอยู่
ด้านทนายสุรเดช พจน์ยินดี ทนายความของครอบครัวลัลลาเบล เปิดเผยว่า วันที่ 31 จะนำคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยื่นต่อศาลแพ่ง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ที่คำนวณไว้ประมาณ กว่า 13 ล้านบาท อาทิ ค่าเล่าเรียน ค่าใข้จ่าย ค่ารักษาหลานที่ป่วย ซึ่งจะมีการตกลงค่าเสียหายอีกครั้งโดยขอให้จำเลยจ่ายเยียวยาเนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยได้รับการเยียวยาเลย
ขณะที่นายกฤษฎา โลหิตดี หรือทนายโนบิ จำเลยที่ 5 กล่าวหลังศาลอ่านคำพิพากษาว่า ก่อนอื่นขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของน้องลัลลาเบลอีกครั้ง โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลายปี ตนเองไม่เคยได้ไปแสดงความเสียใจ จนมาวันนี้ก็ผ่านการต่อสู้มาในชั้นศาลเป็นระยะเวลา 3-4 ปีตั้งแต่ศาลชั้นต้นและวันนี้เป็นการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งตนและนายโกเศศเชื่อมั่นมาตลอดว่าไม่มีส่วนร่วมการกระทำผิด รู้เห็นกับการกระทำผิดแต่แรก ตนยืนยันเสมอว่าผมเป็นแขกที่ไปร่วมงาน ส่วนนายโกเศศก็เป็นคนที่เข้าไปภายหลังแล้ว
การที่พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและฟ้องทุกคนที่อยู่ในนั้น ตนคิดว่าเป็นการใช้กฎหมายเกินขอบอำนาจ เพราะจะเห็นได้ว่าจำเลยที่ 5 -6 ค่อนข้างไกลจากเหตุการณ์และ ไม่ควรเพิ่มภาระให้ประชาชนที่ไม่น่าจะกระทำความผิดต้องเข้ามาสู่กระบวนการ หากเราเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์และเชื่อมั่นในพยานหลักฐานความจริงพูดกี่ครั้งก็เหมือนเดิม จงเชื่อว่าศาลจะให้ความยุติธรรม ซึ่งตนก็ต่อสู้เพื่อคนอื่นมาเยอะและก็พยายามต่อสู้เพื่อตัวเองด้วย
ทั้งนี้คำพิพากษาที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่คำพิพากษาของศาลแต่เป็นคำพิพากษาที่เกิดขึ้นจากในโซเชียลต่างๆโดยที่ยังไม่มีการกลั่นกรอง แต่ชั้นนี้ก็เป็นการพิสูจน์เบื้องต้นในเรื่องของความจริงว่าจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 6 ไม่ได้เป็นผู้สนับสนุน ในส่วนของจำเลยอื่นผมเชื่อมั่นว่าคนในกลุ่มนี้ไม่มีใครเป็นโจรโดนสันดานแค่เป็นกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่ชอบดื่มสุราและชอบงานเลี้ยงสังสรรค์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตนเห็นดีเห็นชอบด้วย ดังนั้นตนจึงเชื่อว่าศาลสูงอาจจะยังให้โอกาสจำเลยท่านอื่นที่จะยื่นฎีกาต่อไป
อย่างไรก็ตามอยากฝากถึงมารดาของน้องเบลว่าถึงแม้พวกตนจะถูกยกฟ้องแต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตนยังรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งในเหตุการณ์ ถ้าหากครอบครัวของน้องเบลมีสิ่งใดให้ตนช่วยเหลือก็สามารถแจ้งมาที่ตน หากเราสามารถช่วยเหลือสิ่งใดได้ตนก็ยินดี และหลังจากนี้ตนจะไปบวชให้ลัลลาเบล 3 เดือน หรือ 1 พรรษา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ น้ำอุ่นกับคิวและพวกอีก 2 คน อยู่ระหว่างยื่นหลักทรัพย์ขอประกันระหว่างฎีกาต่อไป
สำหรับคดีนี้อัยการโจทก์บรรยายฟ้องสรุปว่า ระหว่างวันที่ 16-17 ก.ย. 62 จำเลยทั้ง 6 จัดงานเลี้ยงปาร์ตี้สังสรรค์มีการดื่มสุราที่บ้านเลขที่ 100/291 หมู่บ้านพฤกษา 3 ริมคลอง 3 ซอยวัดลาดปลาดุก หมู่ 5 ต.บางคูรัด อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี แล้วจ้าง น.ส.ธิติมา นรพันธ์พิพัฒน์ หรือ ลันลาเบล อายุ 26 ปี (อายุขณะนั้น) มาเป็นพริตตี้ชงเหล้าร่วมเต้นรำและร่วมดื่มสุรา
จำเลยทั้ง 6 มีวัตถุประสงค์ให้ น.ส.ธิติมาดื่มสุราจนเมาและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วนายรัชเดช จำเลยที่ 1 ได้พา ลัลลาเบล ซึ่งอยู่ในภาวะมึนเมา โดยใช้กำลังประทุษร้ายไปกระทำอนาจาร อุ้มออกจากบ้านหลังดังกล่าวไปขึ้นรถยนต์ของจำเลยที่ 1 พาไปที่ห้องพักคอนโดย่านตลาดพูล เขตธนบุรี ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขัง ปราศจากเสรีภาพในร่างกายและถึงแก่ความตาย
ส่วนจำเลยที่ 2-6 ร่วมกันสนับสนุนการกระทำผิด ของจำเลยที่ 1 โดยให้ลัลลาเบลดื่มสุราจนไม่สามารถครองสติและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วให้จำเลยที่ 1 พาไปกระทำอนาจาร
การกระทำของพวกจำเลยเป็นความผิดฐานซ่องโจร, พาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดครองธรรมหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใดๆ กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวถูกกักขังหรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210, 213, 278, 284, 310 กระทั้งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาดังกล่าว