จิตแพทย์ ชี้การอ้าง"ป่วยจิตเวช"หนีความผิด ใช้ไม่ได้กับทุกกรณี
22 ส.ค. 2565 | ratchata

จิตแพทย์ ชี้อย่าอ้าง "ป่วยจิตเวช" เพื่อหนีความผิด แม้มีประวัติการรักษา ระบุมีการตรวจประเมินทางนิติจิตเวช ประกอบการพิจารณาในกระบวนการยุติธรรม
ข่าว
22 ส.ค. 2565 | ratchata

จิตแพทย์ ชี้อย่าอ้าง "ป่วยจิตเวช" เพื่อหนีความผิด แม้มีประวัติการรักษา ระบุมีการตรวจประเมินทางนิติจิตเวช ประกอบการพิจารณาในกระบวนการยุติธรรม
22 สิงหาคม 2565 การอ้าง "ป่วยจิตเวช" อาจไม่พ้นความผิดตามกฎหมาย โดย จิตแพทย์ กรมสุขภาพจิต ระบุถึงกรณีผู้กระทำความผิดที่อ้างความเป็นผู้ป่วยจิตเวช ขอละเว้นการรับโทษตามกฎหมาย ได้สร้างความวิตกในสังคม พร้อมระบุถึงความรับผิดชอบที่ผู้ก่อเหตุควรจะได้รับ
ล่าสุดในคดี ส.ต.ท.หญิง กรศศิร์ บัวแย้ม อายุ 43 ปี ผบ.หมู่ กก.4 บก.1 ผู้ต้องหา ทำร้ายร่างกาย น.ส.เอ (นามสมมติ) อดีตทหารหญิง ได้เดินทางเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองราชบุรี พร้อมนำใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ โดยในใบรับแพทย์ระบุว่า "ส.ต.ท." มีอาการควบคุมตัวเองไม่ได้เป็นระยะๆ และรับการรักษาต่อเนื่องมาประมาณ 2 ปี
กรมสุขภาพจิต ระบุว่า การดำเนินคดีกับผู้ก่อคดีที่อ้างความเป็นผู้ป่วยทางจิต หรือ ผู้ป่วยจิตเวช แม้จะมีประวัติการรักษาอยู่แล้วก็ตาม กฎหมายมีข้อกำหนดให้ทำการตรวจประเมินทางนิติจิตเวช เพื่อรับรองสภาวะทางจิตจากสถานพยาบาลประกอบการพิจารณาโทษตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการตรวจประเมินทางนิติจิตเวชประกอบการพิจารณาในกระบวนการยุติธรรม
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ระบุว่า ส่วนมากแล้วผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตทั่วไประดับที่ไม่รุนแรง แม้มีความเสี่ยงในการทำร้ายตัวเองที่สูงกว่าคนทั่วไปก็ตาม แต่ความเสี่ยงในการทำร้ายผู้อื่นมักไม่ต่างจากสถิติในประชากรโดยรวม การด่วนสรุปว่าคดีสะเทือนขวัญต่างๆเกิดจากปัญหาสุขภาพจิตทั่วๆไปเพียงอย่างเดียวนั้น อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ความตื่นตระหนกและอาจสร้างตราบาปต่อผู้ที่กำลังบำบัดรักษาด้านสุขภาพจิตอยู่ในสังคม
ในทางปฏิบัติความเจ็บป่วยทางจิตที่จะมีผลต่อการรับโทษ เขียนไว้ชัดเจนในประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา 65 ซึ่งผู้ใดกระทำความผิด ในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น แต่ถ้าผู้กระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น เพียงแต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
นั่นหมายถึง ต่อให้มีใบรับรองว่าป่วยทางจิต หรืออยู่ในกระบวนการรักษา ก็ต้องมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าความเจ็บป่วยนั้น ส่งผลต่อความสามารถในการรู้ผิดชอบ หรือการควบคุมตนเองมากน้อยแค่ไหน เช่น ผู้ป่วยโรคจิตเภทที่รักษาจนบรรเทาแล้วไปก่อคดีฆาตกรรม ก็ไม่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุยกเว้นการรับโทษหรือรับโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดได้
" การตรวจประเมินทางนิติจิตเวชทางการแพทย์ เป็นกระบวนการหนึ่ง ศาลจะนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณา " แพทย์หญิงอัมพร ย้ำ
ด้าน นายแพทย์ณัฐกร จำปาทอง ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กล่าวว่า พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 ได้มีการกำหนดกฎหมายเพื่อคุ้มครองประชาชนโดยทั่วไป ทั้งนี้หากประชาชนท่านใดพบผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ป่วยจิตเวชหรือมีความผิดปกติทางจิต มีภาวะอันตรายหรือจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา สามารถดำเนินการตามมาตรา 26
อย่างไรก็ตาม ตามมาตรา 26 ได้กำหนดไว้ว่า ในกรณีฉุกเฉินหากได้รับแจ้งว่ามีบุคคลที่มีความผิดปกติทางจิต หรือพบบุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตซึ่งมีภาวะอันตรายและเป็นอันตรายใกล้จะถึง ให้นำผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางจิตส่งสถานพยาบาลเพื่อให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยอาการ
สำหรับบุคคลที่สามารถนำตัวผู้ป่วยส่งสถานพยาบาลได้ ได้แก่
นอกจากนี้ บุคคลทั่วไปสามารถแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้นำตัวส่งสถานพยาบาลตามมาตรา 24 อีกด้วย
กรมสุขภาพจิต ขอสังคมให้ความสนใจต่อเรื่องปัญหาด้านสุขภาพจิต อย่างตระหนักแต่ไม่ตระหนกหรือวิตกกังวลมากจนเกินไป เนื่องจากเหตุโศกนาฏกรรมที่เชื่อมโยงกับผู้ป่วยจิตเวชเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ขอให้เชื่อมั่นในการตรวจประเมินทางนิติจิตเวชที่จะสร้างความยุติธรรมให้กับทุกฝ่ายในสังคม
ดังนั้นหากประชาชนพบบุคคลใกล้ชิด หรือบุคคลทั่วไปที่แสดงอาการผิดปกติหรือมีอาการกำเริบ ให้รีบแจ้งต่อเจ้าหน้าที่หรือโทรขอคำปรึกษาที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 หากมีแนวโน้มความรุนแรงมากและเป็นอันตราย สามารถโทรแจ้งเหตุสายด่วนตำรวจ 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง