เนชั่นทีวี

ข่าว

4 เดือนเหมือน 4 ปี! รัฐบาล “อนุทิน” รุมเร้าศึกรอบด้าน โกงสอบ-ม็อบ

08 ส.ค. 2569 | thunchanok_kul

4 เดือนเหมือน 4 ปี! รัฐบาล “อนุทิน” รุมเร้าศึกรอบด้าน โกงสอบ-ม็อบ

“รัฐบาลอนุทิน” เผชิญแรงกดดันหนัก ทำงาน 4 เดือนเหมือน 4 ปี เจอศึกรอบด้านทั้งปัญหารอยร้าวการเมือง ม็อบพีมูฟปะทะเดือด และคดีปมทุจริตสอบท้องถิ่น

“รัฐบาลอนุทิน” เผชิญแรงกดดันหนัก ทำงาน 4 เดือนเหมือน 4 ปี เจอศึกรอบด้านทั้งปัญหารอยร้าวการเมือง ม็อบพีมูฟปะทะเดือด และคดีปมทุจริตสอบท้องถิ่น

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเจอมรสุมหนัก: บริหารประเทศ 4 เดือนเจอศึกรุมรอบทิศทั้งปัญหารอยร้าวทางการเมือง ข่าวปรับ ครม. และม็อบปะทะ
  • ขัดแย้งปมธนาคารที่ดิน: ม็อบพีมูฟปะทะ อส. หน้ากระทรวงมหาดไทย ค้านยุบ บจธ. หวั่นซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ดินทำกิน
  • โกงสอบท้องถิ่นยังไม่จบ: รังสิมันต์ โรม เปิดปมยกเลิกสัญญา ม.บูรพา จี้อนุทินรับผิดชอบและตรวจสอบเชิงลึก ขณะ KPI Poll ชี้กระทบความเชื่อมั่นราชการหนัก

8 สิงหาคม 2569 รัฐบาลชุดนี้ที่นำโดย นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ต้องยอมรับว่า “เจอสารพัดปัญหา สารพัดเหตุการณ์ร้ายรุมเร้าหนักจริงๆ” จบเรื่องโน้น ต่อเรื่องนั้น วนมาเรื่องนี้ ไม่มีได้หยุดหายใจ อย่าว่าแต่จะมีเวลาฮันนีมูน

แถมถูกโจมตีฉ่ำจากปัญหาค้างเก่า เหมือนกรรมเก่าตามหลอกหลอน ทั้งเขากระโดง ฮั้ว สว.​ลุกลามไปสู่บาดแผลใหม่ เช่น TH-AI Passport ทำให้สถานการณ์ของรัฐบาล แทบทุกคนพูดตรงกันว่า “4 เดือน...เหมือน 4 ปี”

กล่าวคือ ทำงานมาแค่ 4 เดือน แต่เหมือนอยู่มานานเกือบ 4 ปีแล้ว อารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ อย่าว่าแต่ประชาชนทั่วไปเลย แม้แต่รัฐมนตรีบางคนก็ยังบ่นให้ได้ยิน

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล

“เนชั่นออนไลน์” รวมสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้น และเหมือนจะจบ แต่รัฐบาลแก้ไม่จบ ทั้งในมิติการเมือง และการทำงานแก้ไขปัญหาให้บ้านเมือง

1. ปฏิญญาโมนาโก สูตรการเมือง “เขียวกับแดง” โดยอาจมี “ส้ม” ร่วมแจม

**ถึงนาทีนี้อาจเรียกได้ว่า “จบแล้ว” แต่สถานการณ์ของรัฐบาลกลับยังกระเพื่อมไม่จบ และมีการกระทำ หรือท่าทีที่ส่อให้เห็นว่า “อาการออก” ได้แก่

  • แกนนำรัฐบาลมีข่าวขัดแย้ง กรณี “2 น. 1 พ.” ออกมาแก้ตัว ตอบโต้อย่างไร ว่าหวานปาน “แครมบรูว์เลร์” แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ
  • เก้าอี้รัฐมนตรีถูกเขย่า โดยเฉพาะ “กลุ่มลูกเทพ” เรื่องนี้ไม่ใช่สื่อเดากันไปเอง แต่ข่าวปรับ ครม. มาจากนายกฯ เอง เพราะไล่บี้ผลงานตั้งแต่ 2 เดือนแรก พอเข้าสู่เดือนที่ 3 ก็พูดเรื่อง “รัฐมนตรีโลกลืม”
  • มีข่าว 20 สส.บ้านใหญ่บุกไปพบนายกฯ ถึงประเทศจีน เพื่อเคลียร์ปัญหาโควตารัฐมนตรี หากจะมีการปรับเปลี่ยนภายในปีนี้
  • กูรูการเมืองพร้อมใจฟันธง “รัฐบาลอายุสั้น” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ที่กูรูการเมืองวิเคราะห์ไปในทางเดียวกัน
  • ที่น่าจับตา คือ นายกฯ มีอาการปรี๊ดแตก ปะทะสื่อ และนักวิเคราะห์การเมืองถี่ยิบ ซึ่งอาการแบบนี้ โดยมากจะเกิดกับผู้นำประเทศที่อยู่ในตำแหน่งมาอย่างน้อยๆ 2 ปี แล้วมีปัญหารุมเร้าหนักๆ
  • มีม็อบ และเจ้าหน้าที่ปะทะม็อบ ถือเป็นอีกหนึ่ง “อาการ” และ “สัญญาณบอกเหตุ” ว่ารัฐบาลไม่ค่อยมั่นคง

2. ธนาคารที่ดิน “จบ - ไม่จบ?”

- ปัญหาเกี่ยวกับธนาคารที่ดิน กลายเป็นชนวนให้ “ม็อบพีมูฟ” บุกกระทรวงมหาดไทย และปะทะเดือด อส. จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้มักเกิดกับรัฐบาลที่บริหารประเทศมานานระยะหนึ่งแล้ว ไม่ใช่แค่ 4 เดือนแบบนี้

- ต้นเหตุจากนโยบายรัฐบาลเตรียมยุบเลิก สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นแบบของ “ธนาคารที่ดิน”

- ความเห็นรัฐบาลที่ต้องการยุบเลิก บจธ. คือ

  • บจธ.ทำงานซ้ำซ้อนหน่วยงานอื่น
  • ผลงานน้อย ไม่เกิดกฎหมายธนาคารที่ดิน แม้จะตั้งหน่วยงานนี้มาเกือบ 10 ปีแล้วก็ตาม
  • รัฐบาลอธิบายว่า ไม่ได้เลิกแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน แต่โอนงานไปที่ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ สคทช. เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อน

- แต่ความเห็นของกลุ่มพีมูฟ และนักวิชาการ เช่น ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง มองคนละทาง

  • รัฐบาลละเลยปัญหาเหลื่อมล้ำด้านที่ดิน (คนรวย 10% ครอบครองที่ดิน 60% ของประเทศ ส่วนคนอีก 90% ครอบครองที่ดินแค่ 40%)
  • ปิดทางเกษตรกรเข้าถึงที่ดินทำกิน และปัจจัยการผลิต
  • กฎหมายไม่เกิด เพราะรัฐบาลทุกชุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ผลักดัน และไม่ค่อยจัดสรรงบประมาณให้

***สุดท้ายต้องวัดใจรัฐบาลอนุทิน ว่าจะตัดสินใจอย่างไรเรื่อง บจธ. และธนาคารที่ดิน

3.โกงสอบ “จบ - ไม่จบ”

กรณีโกงสอบท้องถิ่น มีการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหา 3 ด้านพร้อมๆ กัน ได้แก่

ด้านที่ 1 ประชุม กสถ. ต่อด้วย ก.กลาง ลงมติและรับรองมติการเพิกถอนข้าราชการหรือพนักงานที่บรรจุไปแล้ว ซึ่งพบคะแนนสอบถูกแก้ไขอย่างผิดปกติ พร้อมทั้งบรรจุผู้ที่สอบผ่านจริง เข้าไปแทน

แต่เรื่องนี้กำลังมีปัญหาตามมา เพราะเริ่มมีผู้รู้ และนักกฎหมาย ออกมาโต้แย้งว่า กสถ.มีอำนาจออกแนวปฏิบัติให้ ก.กลาง รับรองเรื่องเพิกถอนหรือบรรจุข้าราชการกับพนักงานส่วนท้องถิ่นหรือไม่ เพราะ กสถ.มีอำนาจครอบครองแค่กระบวนการจัดสอบ ตั้งแต่ร่างทีโออาร์ ทำสัญญา จัดการสอบ ไปจนถึงประกาศผลสอบ และรายชื่อผู้สอบผ่าน

เหตุนี้จึงทำให้...

  • อปท.ผวาถูกฟ้อง เป็นจำเลยที่สาม
  • กังวลการจัดการกับกลุ่มสอบผ่านอยู่แล้ว แต่พบการแก้คะแนน ถ้าเพิกถอน อาจโดนฟ้อง และเสี่ยงแพ้คดี
  • ถ้า อปท.แพ้คดี จะเยียวยาอย่างไร

 

ด้านที่ 2 ดำเนินคดีอาญา ซึ่งดำเนินการไปแล้ว ตามข้อมูลที่เปิดเผยในรายการ “ข่าวข้นฯ” เนชั่นทีวี เล่าให้ฟังเมื่อวาน

นายกฯปรี๊ดแตก ฉะสติปัญญา “โรม” พูดไม่มีข้อมูล

ด้านที่ 3 คือการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการของสภา ชุดต่างๆ โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร

สองวันที่ผ่านมามีการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ วันแรก คุณรังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการฯ ตั้งคำถามเรื่อง “จบ-ไม่จบ” เอาไว้แบบนี้

“คำว่าจบกับตัดตอนไม่เหมือนกัน ถ้าท่านบอกว่า วันนี้ท่านแค่แจ้งความดำเนินคดี อันนี้เขาเรียกว่าตัดตอน เพราะท่านไม่ได้ทำให้มันสุดฝีมือ สุดความสามารถ ท่านอย่าลืมว่านายกรัฐมนตรี ไม่ได้เป็นแค่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่ยังเป็นถึงนายกรัฐมนตรีที่มีบทบาทในการกำกับดูแลตำรวจด้วย ดังนั้นถ้าหากยังไม่เห็นการดำเนินการเหล่านี้ ผมคิดว่าก็น่ากังวล เพราะสุดท้ายอาจจะเป็นการช่วยกัน”

ต่อมาเมื่อวาน (7 ส.ค.69) คุณรังสิมันต์ เชิญตัวแทนมหาวิทยาลัยบูรพาเข้าชี้แจง และได้ข้อมูลสำคัญ เนื่องจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เคยชนะประมูลเมื่อปี 2566 แต่ กสถ.ยกเลิกสัญญา อ้างว่า TOR มีปัญหา และมีข้อมูลการทุจริต แต่เวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า ข้อมูลทุจริตคืออะไร แต่การยกเลิกสัญญากับมหาวิทยาล้ยบูรพา แล้วไปออก TOR ใหม่ เปิดประกวดราคาใหม่ ได้ มศว มารับงานแทน กลับทำให้เกิดการทุจริตมโหฬารอย่างที่เป็นข่าวอยู่ในปัจจุบัน

การยกเลิกสัญญากับมหาวิทยาลัยบูรพา และการจัดทำ TOR ใหม่ เกิดขึ้นในช่วงที่ คุณอนุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย บางเรื่องคุณรังสิมันต์ บอกว่า มีการอ้างความเห็นว่าคุณอนุทินเห็นชอบด้วยซ้ำ จึงฝากคำถามไปถึงคุณอนุทิน ซึ่งปัจจุบันเป็นนายกฯว่า ต้องรับผิดชอบอะไรหรือไม่ และจะย้อนกลับไปตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไร

 

ล่าสุด นายกฯอนุทิน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้ คุณรังสิมันต์ อย่างรุนแรง

 

ย้อนวาทะ “โรม” แค่ตั้งข้อสังเกต - ขอให้ตรวจสอบ

แต่หากย้อนไปฟังคำสัมภาษณ์ของคุณรังสิมันต์ ก็ไม่พบว่าเป็นการกล่าวหานายกฯอนุทิน แค่ตั้งคำถามเรื่องการยกเลิกการจัดสอบที่ทำสัญญากับมหาวิทยาลัยบูรพา แล้วมาออก TOR ใหม่ จากนั้นก็เกิดการโกงครั้งมโหฬาร ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นายกฯอนุทิน ทำหน้าที่อยู่ในกระทรวงมหาดไทย แล้วนายกฯจะดำเนินการอย่างไร

“เมื่อมหาวิทยาลัยบูรพาหลุดจากการรับงาน และการจัดสอบครั้งต่อมากลับเกิดปัญหาทุจริตร้ายแรงกว่าเดิม จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการยกเลิกผลผู้ชนะเดิมอาจไม่ได้มีเจตนาบริสุทธิ์ นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยังได้รับเอกสาร ซึ่งเป็นหนังสือสอบถามไปยังกรมบัญชีกลาง โดยอ้างถึงการประชุมเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 และมีการอ้างชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี”

“เอกสารดังกล่าวมีเนื้อหาที่บ่งชี้ว่า มีความพยายามผลักดันให้มหาวิทยาลัยบูรพาพ้นจากการได้รับงาน อีกทั้งผู้แทนมหาวิทยาลัยบูรพาที่เข้าให้ข้อมูลต่อกรรมาธิการวันนี้ (6 ส.ค.) ได้สะท้อนถึงพฤติการณ์หลายประการที่เข้าข่ายไม่ชอบมาพากล และเชื่อว่าปัญหาอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับข้าราชการ แต่เชื่อมโยงไปถึงระดับนโยบายทางการเมือง แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่อาจสรุปได้ว่านายอนุทินมีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด แต่ผมเห็นว่าจำเป็นต้องมีการตรวจสอบต่อไป” นี่คือสิ่งที่คุณโรมพูด

รัฐบาลเผชิญศึก 2 ด้าน “ศก.-ความโปร่งใส”

ไม่ใช่แค่ สส.ฝ่ายค้าน แต่ประชาชนทั่วไปก็มองว่าปัญหาโกงสอบไม่ควรจบดื้อๆ แบบนี้ โดยสะท้อนผ่านการสำรวจของ KPI Poll สถาบันพระปกเกล้า หัวข้อ “เสียงประชาชนต่อประเด็นที่ควรเร่งสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นในระบบสอบราชการ” กลุ่มตัวอย่าง : อายุ 18 ปีขึ้นไป จากทุกภูมิภาคของประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง

 

ไฮไลต์สำคัญที่สำรวจพบ คือ

1. ประเด็นข่าวหรือสถานการณ์ที่ควรได้รับการติดตามและเร่งสร้างความชัดเจนต่อสาธารณะมากที่สุด?

  • 29.4% ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และปากท้องของประชาชน
  • 28.1% การทุจริตการสอบเข้ารับราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • 23.0% การวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. ของ กกต.
  • 10.8% คดีการถือครองที่ดินเขากระโดงของนักการเมือง
  • 5.1% การคัดกรองและทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่
  • 3.6% การวินิจฉัยประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งกับความลับในการลงคะแนนของศาลรัฐธรรมนูญ

2.ความผิดปกติการสอบท้องถิ่น ส่งผลอย่างไร

  • 65.8% กระทบความเชื่อมั่นในระบบราชการโดยรวม
  • 32.9% ควรยกเลิกผลการสอบทั้งหมดและจัดสอบใหม่
  • 36.0% ควรเร่งลงโทษอย่างจริงจังทั้งผู้เรียกรับเงิน นายหน้า และผู้จ่ายเงิน

บทสรุปจากผลสำรวจ คือ สังคมไทยกำลังเผชิญแรงกดดัน 2 ด้านพร้อมกัน

  • ด้านหนึ่งปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่กระทบต่อชีวิตโดยตรง
  • อีกด้านหนึ่งคือความกังวลต่อความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความน่าเชื่อถือของกลไกรัฐ ทำให้ความเชื่อมั่นในเรื่องนี้ลดต่ำลง

ข่าวล่าสุด