เนชั่นทีวี

ข่าว

"มิน อ่องหล่าย" ทลายการโดดเดี่ยวทางการทูตสำเร็จ

06 ส.ค. 2569 | thunchanok_kul

"มิน อ่องหล่าย" ทลายการโดดเดี่ยวทางการทูตสำเร็จ

สำนักข่าว BBC รายงานว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย ประธานาธิบดีของเมียนมา ได้ทลายการโดดเดี่ยวทางการทูตได้สำเร็จ ในการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐประหาร

สำนักข่าว BBC รายงานว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย ประธานาธิบดีของเมียนมา ได้ทลายการโดดเดี่ยวทางการทูตได้สำเร็จ ในการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐประหาร

KEY

POINTS

  • ทลายการโดดเดี่ยว: BBC ชี้การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ "มิน อ่องหล่าย" ช่วยทลายการโดดเดี่ยวทางการทูตจากเวทีโลกได้สำเร็จ
  • ไทยยันจำเป็น: รัฐบาลไทยยึดนโยบายปฏิสัมพันธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป ชี้มีชายแดนติดกัน 2,400 กิโลเมตร จำเป็นต้องคุยเรื่องความมั่นคงและอาชญากรรม
  • JFM วิจารณ์หนัก: กลุ่ม Justice for Myanmar อัดรัฐบาลไทยมอบ "ความชอบธรรมจอมปลอม" ให้รัฐบาลทหาร ชี้ซ้ำเติมความทุกข์ประชาชนเมียนมา

6 สิงหาคม 2569 พลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย ผู้นำรัฐบาลเมียนมา ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ได้เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยนับเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกนับตั้งแต่เขาทำรัฐประหาร โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของ นางอองซานซูจี เมื่อปี 2564 ซึ่งจุดชนวนให้เกิดสงครามกลางเมือง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน และสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อระบบเศรษฐกิจ

พลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย ซึ่งถูกนานาชาติคว่ำบาตรอยู่ก่อนแล้ว ฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับไล่ชาวมุสลิมโรฮิงญาจำนวนมหาศาล เมื่อปี 2560 กลายเป็นบุคคลที่ถูกโดดเดี่ยวในเวทีโลก ถูกห้ามเดินทางเข้าประเทศตะวันตก และถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

เขาได้รับการประกาศให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อเดือนเมษายน พร้อมกับสละตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ภายหลังการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ว่าขาดความเสรีและไม่เป็นธรรม เพราะพรรคฝ่ายค้านหลักถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมการเลือกตั้ง ที่ไม่มีการลงคะแนนเสียงเลยในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมียนมา ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธต่อต้านรัฐบาล ส่งผลให้พรรคการเมืองของกองทัพครองเสียงข้างมากในรัฐสภาชุดใหม่

พลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย ผู้นำรัฐบาลเมียนมา

เขายังถูกห้ามเข้าร่วมการประชุมของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน เนื่องจากเขาไม่ยอมปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อ ที่เขาและชาติสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ได้ลงนามร่วมกันไว้เมื่อปี 2564 ที่กำหนดให้กองทัพเมียนมา ต้องลดระดับความรุนแรงและเริ่มกระบวนการเจรจากับกลุ่มฝ่ายตรงข้าม

ประเทศสมาชิกอาเซียนบางประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ต้องการเห็นกองทัพเมียนมา ผ่อนปรนท่าทีและยอมอ่อนข้อมากขึ้น เพื่อบรรเทาวิกฤตด้านมนุษยธรรม และยุติสงครามกลางเมือง ก่อนที่จะมีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับประเทศไทย กำลังดำเนินแนวทางที่เรียกว่า "การกลับมามีปฏิสัมพันธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป และเหมาะสมกับสถานการณ์" (calibrated re-engagement) กับรัฐบาลเมียนมา โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากทั้งสองประเทศมีพรมแดนติดกันเป็นระยะทางถึง 2,400 กิโลเมตร จึงจำเป็นต้องมีการหารือกันในระดับสูงสุดของรัฐบาล เพื่อจัดการกับปัญหาต่างๆ เช่น อาชญากรรมข้ามชาติ

ความเคลื่อนไหวทางการทูตของไทยในสัปดาห์นี้ ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยมิน อ่อง หล่าย ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ จากนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ของไทยทั้งยังมีกำหนดเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ พบปะกับผู้นำรัฐสภาไทยทั้งสองสภา และเป็นประธานในงานเสวนาทางธุรกิจไทย-เมียนมา เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองประเทศ

"มิน อ่องหล่าย" ทลายการโดดเดี่ยวทางการทูตสำเร็จ

BBC ระบุว่า สถานการณ์เช่นนี้ ดูเหมือนจะเป็นการดำเนินความสัมพันธ์ตามปกติวิสัยทุกประการ การตัดสินใจของไทยในครั้งนี้ ดำเนินตามแนวทางเดียวกับที่จีนและอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านขนาดใหญ่ที่สุดสองประเทศของเมียนมา ได้ปฏิบัติหลังจากมีการเลือกตั้ง โดยต่างให้การรับรองรัฐบาลชุดใหม่และเชิญมิน อ่องหล่าย ไปเยือนอย่างเป็นทางการไม่นาน หลังจากที่เขาขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำ 

ขณะที่การสนับสนุนจากจีนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้รัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตสามารถพลิกสถานการณ์ในสนามรบ และยึดคืนพื้นที่บางส่วนที่เคยเสียไปให้กับกลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้านกลับมาได้
 

"มิน อ่องหล่าย" ทลายการโดดเดี่ยวทางการทูตสำเร็จ

BBC ระบุอีกว่า การที่ประเทศไทย ซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และเป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งอาเซียน ตัดสินใจต้อนรับมิน อ่องหล่าย ในการเยือนที่ได้รับความสนใจอย่างมากเช่นนี้ กำลังก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างกว้างขวาง 

กลุ่มเคลื่อนไหวลับ "Justice for Myanmar" หรือ JFM ที่ทำงานตรวจสอบและเปิดโปงเครือข่ายธุรกิจ แหล่งเงินทุน และเส้นทางอาวุธของกองทัพเมียนมา เพื่อหยุดยั้งการสนับสนุนรัฐบาลทหาร และเรียกร้องความยุติธรรมให้ประชาชนเมียนมา ให้ความเห็นว่า "รัฐบาลไทยยังคงมอบความชอบธรรมที่จอมปลอม ให้แก่รัฐบาลทหารเมียนมาผ่านการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างต่อเนื่อง" 

"การเยือนของมิน อ่อง หล่าย สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของนโยบายไทย ในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป (calibrated re-engagement) กับรัฐบาลที่มีรากฐานเป็นกองทัพ รังแต่จะยิ่งยืดเยื้อความทุกข์ยากของประชาชนชาวเมียนมาต่อไป"

"มิน อ่องหล่าย" ทลายการโดดเดี่ยวทางการทูตสำเร็จ

ข่าวล่าสุด