เนชั่นทีวี

ข่าว

“อนุทิน” ชูแนวคิด ‘วิศวกรการเมือง’ ยกกำลังประเทศไทย ฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ

31 ก.ค. 2569 | titayu_pur

“อนุทิน” ชูแนวคิด ‘วิศวกรการเมือง’ ยกกำลังประเทศไทย ฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ

“อนุทิน” เปิดวิสัยทัศน์รับมือโลกยุค “New World Disorder” ชูบทบาท “วิศวกรการเมือง” บริหารประเทศด้วยแนวคิดแบบวิศวกรรม เสนอกระจายมหานคร พัฒนาคนผ่าน Lifelong Learning หนุนนวัตกรรม-AI ปฏิรูประบบราชการ ยกระดับศักยภาพคนไทยและเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

“อนุทิน” เปิดวิสัยทัศน์รับมือโลกยุค “New World Disorder” ชูบทบาท “วิศวกรการเมือง” บริหารประเทศด้วยแนวคิดแบบวิศวกรรม เสนอกระจายมหานคร พัฒนาคนผ่าน Lifelong Learning หนุนนวัตกรรม-AI ปฏิรูประบบราชการ ยกระดับศักยภาพคนไทยและเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • แนวคิดวิศวกรการเมือง: อนุทินเสนอใช้หลักวิศวกรรม (CPM) จัดลำดับความสำคัญของทรัพยากร กระจายศูนย์กลางความเจริญสู่ภูมิภาคด้วยโมเดลมหานคร และปฏิรูประบบราชการให้ยืดหยุ่นเพื่อพาประเทศสู่ความมั่นคง
     
  • แก้ปมโครงสร้างเศรษฐกิจ: ผู้นำการเงินและธุรกิจเร่งแก้ปัญหา Resource Misallocation ช่วย SMEs เข้าถึงแหล่งทุนด้วย Data Analytics พร้อมเสนอปรับโครงสร้างธุรกิจ ยุติ Zombie Business และสร้างห่วงโซ่คุณค่าร่วมในอาเซียน
     
  • พัฒนาคนและพลังงานอนาคต: ทุกภาคส่วนเห็นพ้องยกระดับ "คน" ด้วย Lifelong Learning และ AI เฉพาะบุคคล ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงทางพลังงานสะอาด และเตรียมแผนนำร่องนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ในอนาคต

31 กรกฎาคม 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นำทัพภาครัฐและเอกชนร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในงาน The INTANIA Forum ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อเสนอแนวคิด วิศวกรการเมือง บริหารประเทศอย่างเป็นระบบ มุ่งพา เศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตระเบียบโลกใหม่ หรือ NewWorldDisorder ด้วยการปฏิรูประบบราชการ กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ยกระดับศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการใช้ AI อย่างยั่งยืน


นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ฝ่าวิกฤต รับมือระเบียบโลกใหม่” ในงาน The INTANIA Forum จัดโดยสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ณ Hall of INTANIA โดยระบุว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “โลกไร้ระเบียบ” (New World Disorder) ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและคาดการณ์ได้ยาก ประเทศไทยจึงต้องปรับวิธีคิดและยุทธศาสตร์ใหม่ เปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาส ด้วยการบริหารประเทศอย่างเป็นระบบแบบวิศวกร



นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนเป็น “วิศวกรการเมือง” ที่ใช้หลักคิดด้านวิศวกรรมในการจัดลำดับความสำคัญ บริหารทรัพยากร และเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด พร้อมยกตัวอย่าง Critical Path Method (CPM) เพื่ออธิบายการตัดสินใจว่าประเทศควรลงทุนเรื่องใดก่อน ใช้ทรัพยากรอย่างไร และเลือกเส้นทางใดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยต้องปรับตัวอย่างยืดหยุ่นเพื่อพาประเทศเข้าสู่ Steady State หรือภาวะที่มั่นคง ปลอดภัย และเติบโตอย่างยั่งยืน

 

นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้กระจายศูนย์กลางการพัฒนา ประเทศไทยควรมีมหานครมากกว่าหนึ่งแห่ง เพื่อกระจายความเจริญและโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาค ใช้ศักยภาพด้านทำเลและโครงข่ายคมนาคมพัฒนาอุตสาหกรรมตามแนวเส้นทางหลัก สร้างรายได้ การจ้างงาน และยกระดับบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าของภูมิภาค

 

พร้อมกำหนด 3 เรื่องที่ประเทศไทยต้องโฟกัส ได้แก่ การพัฒนาคน ผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อสร้างกำลังคนที่แข่งขันได้ การวิจัยและนวัตกรรม โดยให้มหาวิทยาลัยเป็นฐานสร้างนวัตกรรมและภาครัฐช่วยเปิดตลาดให้งานวิจัยต่อยอดเชิงพาณิชย์ และการปฏิรูประบบราชการ ให้เป็นพันธมิตรของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ เพื่อนำไปสู่แนวคิด “ยกกำลังคนไทย ยกกำลังประเทศไทย”

 

นายกรัฐมนตรียังย้ำแนวคิด Self-Reliance ตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 สนับสนุนสินค้า ผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมของคนไทย พร้อมเสนอกรอบการใช้ AI ภายใต้หลัก 4P ได้แก่ Prevention ป้องกันผลกระทบ, Prosperity สร้างความมั่งคั่ง, Potential พัฒนาศักยภาพคนและประเทศ และ Protection กำกับดูแลเทคโนโลยีให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม 




ผู้ร่วมเสวนาในงาน The INTANIA Forum

ด้าน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงรุนแรงจากโควิด-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกผันผวน ทำให้ไทยต้องวางแผนระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร โดยโจทย์สำคัญคือทำให้เงินทุนไหลสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ พร้อมดึงทุนนอกระบบและลดปัญหาคอร์รัปชัน เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ

 

ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ต้องแก้ปัญหา Resource Misallocation ซึ่งทำให้เงินทุนกระจุกตัวในธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก โดยเตรียมนำ Data Analytics และข้อมูลจาก Data Bureau มาพัฒนาระบบประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น แม้ไม่มีหลักประกันหรือประวัติสินเชื่อแบบเดิม



นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

 

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG กล่าวว่า ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับระเบียบโลกใหม่ กล้าปรับลดหรือยุติ Zombie Business แล้วนำทรัพยากรไปลงทุนในธุรกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเสนอให้อาเซียนเป็น Business Partnership ใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศสร้างห่วงโซ่คุณค่าร่วมกัน โดยไทยควรมุ่งผลิตสินค้ามูลค่าสูงและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

 

พร้อมเสนอการพัฒนากลไกทางการเงินระดับภูมิภาค เช่น ASEAN-based Loan เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสนับสนุนการใช้สินค้า Made in Thailand ให้เกิด Multiplier Effect สร้างรายได้ การจ้างงาน และมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจไทย 


นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG

 

ด้าน นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย CEO ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภายใต้ The New World Order ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ต้องเร่งเพิ่ม Productivity เพราะต้นทุนวัตถุดิบคิดเป็น 50-60% ของต้นทุนทั้งหมด พร้อมชี้ว่าเศรษฐกิจจะมีลักษณะ K-Shape จึงต้องสนับสนุนธุรกิจที่สามารถปรับตัวและเติบโตได้

 

สำหรับเป้าหมายยกระดับไทยสู่ High-Income Economy ภายใน 12 ปี ควรมุ่งพัฒนา 7 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เกษตรและอาหาร ยานยนต์สมัยใหม่ AI อิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล การแพทย์และ Wellness การท่องเที่ยว ค้าปลีก และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 



นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย CEO ธนาคารกสิกรไทย

 

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความเชื่อมโยงระหว่าง Geo-politics และ Geo-economics ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางพลังงานและเศรษฐกิจไทย ระยะสั้นต้องสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพิ่มการพึ่งพาตนเองและการใช้ Bio-diesel ส่วนระยะกลางต้องดูแลราคาพลังงาน สนับสนุน Data Center และ AI ควบคู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น AI Training Academy และ Power Usage Effectiveness (PUE)

 

นอกจากนี้ ควรเร่งลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์ โครงข่ายไฟฟ้า และผลักดันแผน PDP 2026 ที่เตรียมเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจาก Small Modular Reactor (SMR) รวม 2,400 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 โดยให้ กฟผ. เป็นหน่วยงานนำร่อง 



นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

 

ช่วงท้ายการเสวนา วิทยากรทุกคนเห็นพ้องว่า “คน” คือปัจจัยสำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศ จึงต้องยกระดับ Lifelong Learning ปฏิรูประบบการศึกษา ใช้ AI สนับสนุนการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล ปรับการวัดผลให้สะท้อนทักษะจริง และส่งเสริมทักษะที่ AI ทดแทนไม่ได้ เช่น EQ การสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมถึงการเรียนรู้ภาษาจีนและภาษาของประเทศคู่ค้า เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต

 

หากประเทศไทยสามารถพัฒนาคน สร้างทักษะแห่งอนาคต และปลูกฝังวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ จะสามารถเปลี่ยนความท้าทายของโลกให้เป็นโอกาส และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดย The INTANIA Forum เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ของภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคธุรกิจ สู่การขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว 



ผู้ร่วมเสวนาในงาน The INTANIA Forum

ข่าวล่าสุด