เนชั่นทีวี

ข่าว

คลังเร่งแก้ปมทบทวนสิทธิ ปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

20 ก.ค. 2569 | titayu_pur

คลังเร่งแก้ปมทบทวนสิทธิ ปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

กระทรวงการคลังเตรียมปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังประชาชนยื่นทบทวนสิทธิกว่า 2.9 ล้านราย พบเจอปัญหายานพาหนะถึง 40% เร่งคืนสิทธิให้ทัน 1 ต.ค.นี้

กระทรวงการคลังเตรียมปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังประชาชนยื่นทบทวนสิทธิกว่า 2.9 ล้านราย พบเจอปัญหายานพาหนะถึง 40% เร่งคืนสิทธิให้ทัน 1 ต.ค.นี้

KEY

POINTS

  • คลังเตรียมปรับแก้เงื่อนไขใหม่: เร่งยกเครื่องเกณฑ์ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" หลังพบประชาชนยื่นทบทวนสิทธิกว่า 2.9 ล้านราย โดยกว่า 40% เผชิญปัญหากรรมสิทธิ์ยานพาหนะจากการโอนลอยและรถเก่าไม่ได้ใช้งาน
     
  • ตั้งเป้าเคลียร์สิทธิ์ทัน 1 ต.ค.: เตรียมนำเรื่องเข้าคณะกรรมการประชารัฐก่อนชง ครม. เห็นชอบ เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลภาษีและรถยนต์ให้ตรงเป้าหมาย และแจกบัตรให้กลุ่มรายใหม่ได้ทันตามกำหนดเวลา
     
  • ขยายเวลาเยียวยา 60:40: จ่อเสนอ ครม. อนุมัติโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส 60:40" เพื่อถ่ายโอนและต่ออายุสิทธิ์ให้กลุ่มเดิมต่อเนื่องอีก 2 เดือน พร้อมเปิดทางของบประมาณเพิ่มหากวงเงินไม่เพียงพอ

20 กรกฎาคม 2569 กระทรวงการคลัง เล็งปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มใหม่อย่างเป็นธรรม หลังประชาชนแห่ลงทะเบียนบัตรคนจน แต่ติดเงื่อนไขกรรมสิทธิ์รถและภาษี จึงยื่นขอทบทวนสิทธิบัตรคนจน ทะลุเกือบ 3 ล้านราย โดยคลังเตรียมปรับปรุงฐานข้อมูลแบบพลวัต พร้อมเสนอ ครม. เพื่อเคลียร์สิทธิ์และอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมให้ทันรอบ 1 ต.ค. นี้

 

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในการกำหนดเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ความลำบากและความยากจนต้องนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง การปรับเกณฑ์ต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอนตามที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมกล่าวไว้ โดยมีการสำรวจข้อมูลและความเดือดร้อน ซึ่งจริงๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีการตระหนักและหารือร่วมกัน แต่ยอมรับว่ากระทรวงคมนาคมเองก็มีข้อจำกัด ไม่ทราบว่ามีการโอนลอยรถไปแล้วจำนวนเท่าใด เพราะชื่อทางทะเบียนยังคงอยู่ ส่วนรถที่มีชื่อทางทะเบียน และไม่เคยมีการมาแจ้งถอนสภาพ  ทางกระทรวงคมนาคมก็มีข้อจำกัดไม่สามารถทราบได้ จึงจำเป็นต้องใช้เกณฑ์นี้เพื่อคัดกรองในเบื้องต้น


แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏออกมาตามเงื่อนไขต่างๆ ขั้นต่อไปกระทรวงการคลัง จะรับเรื่องและกำหนดเงื่อนไขเพิ่มขึ้นในหลักเกณฑ์ ให้สอดคล้องกับความเดือดร้อนของประชาชน หากมีการโอนลอยไปแล้วเราก็จะติดตามหลักฐานต่อไป แต่ก็เป็นโอกาสดีที่จะทำให้มีโอกาส จัดการกับฐานข้อมูลตรงนี้ และทำให้เกิดการตระหนักรู้ว่า ประชาชนจำเป็นต้องมาดำเนินการโอนทางทะเบียนให้ถูกต้อง ไม่ใช่แค่เรื่องความรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่จะเป็นการเสียสิทธิประโยชน์ต่างๆ ด้วย

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง


นายวินิจ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการศึกษา ทางกระทรวงการคลังยินดีรับเงื่อนไขมาปรับเพิ่มอย่างแน่นอน รวมถึงเงื่อนไขอื่นที่ประชาชนขอทบทวนเข้ามา ซึ่งวันนี้มีประชาชนมาขอทบทวนสิทธิแล้วประมาณ 2,900,000 ราย โดยกว่าร้อยละ 40 เป็นเรื่องรถยนต์ ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมาก เมื่อรับเรื่องแล้ว กระทรวงการคลังจะนำเรื่องเข้าคณะกรรมการบัตรประชารัฐ เมื่อคณะกรรมการพิจารณากำหนดรายละเอียด และตรวจสอบข้อมูลอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็จะเร่งเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบเพิ่มเงื่อนไข ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น

 

กระบวนการเหล่านี้ตั้งใจจะเร่งให้ทันสำหรับกลุ่มผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ เพื่อให้สามารถรับบัตรสวัสดิการได้ภายในวันที่ 1 ตุลาคม ส่วนผู้ที่ได้รับสิทธิอย่างต่อเนื่องก็ให้ดำเนินการต่อเนื่องไป

 

สำหรับตัวเลขการลงทะเบียนครั้งนี้ เป็นการดำเนินงานเชิงรุกเพื่อไปสำรวจกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ไม่ได้เปิดกว้างทั่วไป ดังนั้นจะมีกลุ่มคนที่ไม่เคยได้รับสิทธิ และไม่เคยลงทะเบียนเลยจำนวน 2,300,000 ราย ซึ่งยืนยันตัวตนแล้ว 814,000 ราย โดยอธิบดีกรมการปกครอง และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับปากว่าจะเร่งลงพื้นที่ไปให้ความช่วยเหลือ

 

นายวินิจ กล่าวต่อว่า ครั้งนี้เป็นโอกาสของประเทศไทย ที่จะได้ข้อมูลที่สมบูรณ์มากขึ้นเกี่ยวกับผู้เดือดร้อน  โดยเฉพาะกลุ่มผู้เดือดร้อนที่สุดที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งในขณะนี้เราสามารถระบุความเดือดร้อนได้หลายระดับ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะสามารถกำหนดมาตรการ และเร่งจัดหาแนวทางที่เหมาะสม เพื่อดูแลแต่ละกลุ่มต่อไป คงไม่ใช่แค่การใช้บัตรสวัสดิการแล้วจบเพียงเท่านี้ แต่มาตรการอื่นๆ ก็ต้องเร่งปรับปรุง โดยกระทรวงการคลังจะร่วมมือกับหน่วยงานอื่นเพื่อเร่งช่วยเหลือทุกคน

 

ส่วนเรื่องของสิทธิ 60:40 ก็จะมีการถ่ายโอนสิทธิสำหรับกลุ่มเดิม ที่ไม่เคยมีสิทธิลงทะเบียนเพราะได้รับบัตรสวัสดิการอยู่ ซึ่งในวันนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กลุ่มที่มาขอลงทะเบียนต่อแล้วไม่ได้สิทธิ และกลุ่มที่ไม่ได้มาลงทะเบียน โดยเดิมมีผู้ได้รับสิทธิ 3.18 ล้านราย และมาลงทะเบียน 12.7 ล้านราย ซึ่งหลายคนเสียชีวิตไปแล้ว และหลายคนเลือกที่จะไม่มาลงทะเบียน เนื่องจากมีสภาพทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งต้องขอขอบคุณ และเราจะคืนโอกาสให้ได้ใช้สิทธิ 60:40 อีก 2 เดือน โดยกลุ่มนี้มีประมาณ 6,000,000 ราย ซึ่งจะมีการสลับงบประมาณที่เดิมใช้อยู่ในบัตรสวัสดิการเปลี่ยนมาเป็นโครงการ 60:40


ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้เสนอเรื่องเข้าสู่ ครม. แล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาด คาดว่าจะมีการพิจารณาเรื่องนี้ในการประชุม ครม. วันพรุ่งนี้ เพื่อเริ่มดำเนินการให้ประชาชนได้ใช้สิทธิต่อไป ซึ่งเงื่อนไขต่างๆ กระทรวงการคลังได้เปิดรับเรื่องร้องเรียนไว้แล้ว

 

ส่วนที่หลายคนสงสัยว่า ปีนี้ไม่เคยยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ทำไมภาครัฐจึงมีข้อมูลรายได้ ขอชี้แจงว่ามีการใช้ข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา หรือ ข้อมูลแบบพลวัต (Dynamic Data) หากท่านยอมรับรายได้นั้นก็จะเสียสิทธิ แต่ที่ผ่านมามีหลายคนมาทักท้วงที่กรมสรรพากรว่า ไม่เคยได้รับเงินดังกล่าว และไม่รู้จักบุคคลที่สรรพากรอ้างว่าจ่ายเงินให้ ซึ่งทางเรายินดีรับเรื่องไว้


พร้อมยอมรับว่า มีกรณีผู้ทุจริตแอบอ้างนำชื่อประชาชนไปเป็นลูกจ้างปลอม เพื่อใช้หักภาษีหรือเลี่ยงภาษี ซึ่งเคยเกิดขึ้นทุกครั้งในการดำเนินโครงการบัตรสวัสดิการ แต่รอบนี้อาจจะพบมากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ในกรณีที่มีคนนำชื่อของท่านไปแอบอ้างและการคืนสิทธินั้น เราจะดำเนินการให้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการคืนสิทธิจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

 

นายวินิจ ย้ำอีกครั้งว่า การเสนอเรื่องต่อ ครม. ในวันพรุ่งนี้ เป็นเรื่องโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60:40 ส่วนขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการขอทบทวนสิทธิทั้งหมด ซึ่งกระทรวงการคลังจะรวบรวมข้อมูลจากทั้งกระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย โดยจะจัดประชุมคณะกรรมการประชารัฐ เมื่อมีแนวทางที่ชัดเจนก็จะชี้แจงให้ประชาชนสบายใจ เช่น ปัญหารถเก่าที่ไม่ได้ใช้งาน และไม่ได้ไปต่อทะเบียน เราก็จะเพิ่มเงื่อนไขให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยยินดีรับจำนวนผู้ได้รับสิทธิที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด หากงบประมาณที่ตั้งไว้ไม่เพียงพอก็จะจัดหางบประมาณเพิ่มเติม ส่วนผู้ที่หลุดเกณฑ์ออกไป ก็จะพิจารณาหามาตรการอื่นมาดูแลต่อไป

 

สำหรับเรื่องร้องเรียนจากสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่ยื่นขอทบทวนมาจำนวน 45,000 ราย นั้น ไม่ได้แปลว่า ต้องรอให้กระบวนการทบทวนเสร็จสิ้นทั้งหมด หากอยู่ในระบบแล้ว ก็สามารถปรับเพิ่มเงื่อนไขได้ทันที ซึ่งประชาชนอาจได้รับสิทธิทั้งหมด แต่ในขณะนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการประมวลผลข้อมูล

 

ข่าวล่าสุด