โดย นายมงคลกิตติ์ ยืนยันพร้อมที่จะเดินหน้าต่อสู้คดีในทุกข้อกล่าวหาอย่างถึงที่สุด ขณะที่ทีมกฎหมายมั่นใจว่าจะสามารถต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ทั้งหมดอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ นายมงคลกิตติ์ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “หมวดนัท” อยู่ในฐานะทีมงานของตนและพฤติกรรมในวันเกิดเหตุนั้นเป็นการทำหน้าที่ในฐานะ “พลเมืองดี” ซึ่งหากมีสิ่งใดที่เกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปบ้าง ก็อยากให้สังคมและเจ้าหน้าที่หยิบยื่นความเห็นอกเห็นใจและหยวน ๆ ให้บ้าง พร้อมกันนี้ ยังได้เตรียมประสานขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่เกิดเหตุย้อนหลังเป็นเวลา 30 วัน เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดว่าสถานบันเทิงหรือผับดังกล่าวนั้น สามารถเปิดให้บริการมาได้อย่างไรจนกระทั่งเกิดเรื่อง
"ในวันดังกล่าวว่า ทางทีมงานและหมวดนัทได้มีการรายงานความคืบหน้าให้ตนทราบอยู่ตลอดเวลา แต่ในคืนเกิดเหตุนั้นตนได้ทานยานอนหลับไปก่อน จึงทำให้ไม่ได้ลงพื้นที่ไประงับเหตุด้วยตนเอง ซึ่งหากในวันนั้นตนเองไม่ได้ทานยาและสามารถเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุได้ เชื่อแน่ว่าสถานการณ์ต่าง ๆ คงจะไม่บานปลาย" นายมงคลกิตติ์ ระบุ
ด้าน หมวดนัท กล่าวว่า ขอกราบขออภัยและน้อมรับความผิดทุกอย่างที่ทำให้เป็นเรื่องวุ่นวาย ครั้งนี้จะทำให้ถูกต้องตามครรลองครองธรรม ขอโอกาสให้พี่น้องประชาชนเชื่อใจ ยืนยันเจตนาดีแน่นอน ไม่ท้อใจ จะเดินหน้าทำความดีต่อไป สโลแกนของตน "เห็นคนอื่นมีความสุข นั่นคือความสุขของผม"
ด้าน พ.ต.อ.สราวุธ บุตรดี ผกก.กลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ว่าที่ร้อยโท ชิตพงศ์ ประสานเข้ามอบตัวกับตำรวจเอง เบื้องต้นจะสอบสวนและแจ้งดำเนินคดีใน 3 ข้อหา ได้แก่ แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน ทั้งที่ตนเองไม่ได้เป็น , ใช้วิทยุสื่อสารโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากชัดเจนว่า ว่าที่ร้อยโท ชิตพงศ์ ไม่มีใบอนุญาตใช้วิทยุสื่อสาร ประกอบกับตัวเครื่องวิทยุก็ผิดกฎหมาย และข้อหาไขข่าวทำให้ประชาชนตื่นตกใจ จากกรณีให้ข้อมูลในที่เกิดเหตุ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
"ส่วนกรณีเสื้อเกราะ ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่า เสื้อเกราะที่ ว่าที่ร้อยโท ชิตพงศ์ สวมใส่นั้นเข้าข่ายยุทธภัณธ์หรือไม่ หากเข้าข่ายก็จะต้องแจ้งข้อหาเพิ่มด้วย แต่เนื่องจากผู้ต้องหาเข้ามอบตัวเอง หลังจากแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว จึงไม่ต้องทำสัญญาประกันตัว" พ.ต.อ.สราวุธ เผย