"ดังนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นเรื่องที่ทำลายความเชื่อมั่นของกระบวนการปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างรุนแรง เป็นสิ่งที่รับไม่ได้อย่างยิ่ง มาตรา 251 ของรัฐธรรมนูญ พูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า เรื่องการบริหารงานส่วนบุคคลจะต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันร้ายแรงเกินกว่าที่จะใช้คำว่า ไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรมได้ ฉะนั้น ตนคิดว่า คณะกรรมการชุดนี้มีโอกาสสำคัญอย่างยิ่งที่จะล้างบ้านนี้ให้สะอาด" นายปกรณ์ ระบุ
นายปกรณ์ เผยต่อว่า ตนไม่คิดว่า เรื่องเวลาเป็นเรื่องที่สำคัญสักเท่าไหร่ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องจริงจังและนายกฯได้มอบหมายและสั่งการตนด้วยวาจาไว้ว่า ให้เคร่งครัดกับเรื่องนี้ การดำเนินการส่วนใดที่ดำเนินการกันไปแล้ว ทั้ง ป.ป.ช. ซึ่งเป็นกระบวนการทางอาญาก็ให้ดำเนินการไป แต่กระบวนการทางวินัยก็สอบ ส่วนที่เกี่ยวข้องคือ เราจะมาดูแลระบบทั้งหมดว่า มีช่องโหว่อย่างไร จะสามารถปิดช่องโหว่เหล่านี้ได้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมชั่วร้ายและน่าละอายเช่นนี้ ตนไม่คิดว่า คนในห้องนี้ทั้งหมด ซึ่งเป็นข้าราชการประจำจะรับเรื่องเหล่านี้ได้
"ตนเป็นอดีตข้าราชการเก่า เห็นภาพแล้วสะเทือนใจอย่างยิ่ง และตนจริงจัง วันก่อนพูดกับผู้สื่อข่าวว่า ดีใจที่เห็นภาพนี้ เพราะจะได้เป็นโอกาสที่จะล้างบ้าน ซึ่งนี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะมีโอกาสทำสิ่งดีๆ ให้กับประเทศนี้ เพราะการทุจริตเปรียบเสมือนมะเร็งร้าย ระบบท้องถิ่นของประเทศไทย ระบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยถูกทำลายเสียหายยับเยิน และจะเป็นปัญหาอย่างยิ่งต่อการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นหลักสำคัญของรัฐธรรมนูญ ขอฝากคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝากปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ช่วยดูแลเรื่องนี้ด้วย" นายปกรณ์ กล่าว
"ปกรณ์" ลั่นล้างบ้าน! ฟันขบวนการโกงสอบท้องถิ่น ชี้เป็น "มะเร็งร้าย" เชือดหนักถึงจริยธรรม-ปิดทางเข้าการเมือง
นายปกรณ์ เผยอีก ขอให้เน้นย้ำในคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ ว่าเรื่องนี้ต้องเทคแอ็กชั่นอย่างจริงจัง จะอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ และขอฝากไปยังเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง แต่ยังไม่มีคนพูดถึงเรื่องนี้เลย เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะต้องตรวจสอบนอกจากกฎหมาย กฎระเบียบ เอาผู้กระทำผิดมาลงโทษตามปกติแล้ว เรื่องมาตรฐานจริยธรรมก็ต้องจัดการอย่างจริงจังด้วย หากสาวถึงใคร ใช้มาตรฐานทางจริยธรรมในการจัดการส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงถึงขนาดเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ ดังนั้น คนที่เข้ามาโดยระบบแบบนี้และใช้ช่องทางนี้หากิน เราไม่ควรให้อยู่ในระบบการเมืองต่อไปด้วยซ้ำ จึงขอฝากปลัดสำนักนายกฯและเลขาธิการ ก.พ.ไว้ด้วย
รองนายกฯ ระบุอีกว่า วันนี้เราจะมาพูดกันถึงกรอบการทำงานและระยะเวลา เนื่องจากเรื่องนี้เป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ซึ่งต้องมีการตั้งคณะทำงานร่วมขึ้นมาเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้
“ปกรณ์” ตั้งทีมสอบโกงสอบ อปท. รวบข้อมูลก่อนรายงานผลนายกฯ รอบแรก 15 ก.ค.นี้ ชง เชือดจริยธรรม จ่อ พิจารณาเสนอแก้กฎหมายอุดช่องทุจริต
ต่อมาภายหลังการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 ครั้งที่ 1
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนและมีกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ 30 วัน โดยรายงานแรกจะออกก่อนวันที่ 15 ก.ค. และรายงานที่ 2 จะออกประมาณวันที่ 17 ก.ค. ส่วนกระบวนการทำงาน วันนี้มี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขา ป.ป.ท. นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาฯ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ( กพร.) และ นายนพดล เภรีฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และ รองเลขาฯ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ข้อว่าจะตั้งคณะทำงาน เนื่องจากในส่วนที่เกี่ยวข้อง ตำรวจสอบสวนกลางและ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดำเนินการไปแล้วส่วนหนึ่ง ก็จะให้ตำรวจเป็นหัวหน้าคณะทำงานในการดำเนิการตรวจสอบ
นายปกรณ์ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ต้องเสียเวลาประชุมนานเพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไรกันบ้าง พร้อมย้ำว่า การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเรื่องสำคัญในการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กำหนดไว้ใช้เจนในรัฐธรรมนูญ และเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการกระจายอำนาจ ซึ่งต้องโปร่งใสชัดเจน ใครที่ทำไม่ดีต้องจัดการให้พ้นจากระบบ
นายปกรณ์ กล่าวว่า ส่วนการดำเนินคดีอาญา ป.ป.ช. ดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนเรื่องวินัย กระทรวงมหาดไทยเป็นคนดำเนินการ ดังนั้นคณะกรรมการชุดนี้ ก็มาดูว่ามีช่องว่าตรงไหน และดูเรื่องการประพฤติผิดจริยธรรมเป็นหลัก ในส่วนของข้าราชที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ โดยเราต้องกำจัดคนที่ขาดจริยธรรมให้ออกจากระบบให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เข้าสู่การเมือง ตนได้มอบหมายให้ผลัดสำนักนายกฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการ นำเรื่องเข้าไปหารือในคณะกรรมการกระจายอำนาจ เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่ไม่สุริตเข้ามาในระบบนอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ เลขาญ กพร. ไปดูข้อกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานจริยธรรม ว่าสามารถทำอะไรได้บ้างในการจัดการกับคนที่ไม่มีจริยธรรมพวกนี้ ซึ่งคณกรรมการชุดนี้จะรวบรวมรายงานและส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการต่อไป รวมทั้งการเสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
"ส่วนรายงานชื่อ 5,000 คนต้องออกจากราชการเลยหรือไม่ต้องรอข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย มาประกอบการพิจารณา แต่เราไม่ได้มีอำนาจไปวินิจฉัย เนื่องจากเป็นอำนาจของ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (กสถ.) โดยคณะกรรมการชุดนี้จะรวบรวมข้อมูลรายงานต่อนายกรัฐมนตรี และให้นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป" นายปกรณ์ เผย