เนชั่นทีวี

ข่าว

นักวิชาการชี้ “กาฝากเนื้อร้ายในกลไกรัฐ” เมื่อการ "โกงเก้าอี้ราชการ" คือ "กรรมวิธีทำลายชาติ"

24 มิ.ย. 2569 | natthanan_chu

นักวิชาการชี้ “กาฝากเนื้อร้ายในกลไกรัฐ” เมื่อการ "โกงเก้าอี้ราชการ" คือ "กรรมวิธีทำลายชาติ"

นักวิชาการชี้ “กาฝากเนื้อร้ายในกลไกรัฐ” เมื่อการ "โกงเก้าอี้ราชการ" คือ "กรรมวิธีทำลายชาติ" เจาะเทคโนโลยีสายมืด เปลี่ยนกระดาษสอบ เป็น “เก้าอี้ติดป้ายราคา”

นักวิชาการชี้ “กาฝากเนื้อร้ายในกลไกรัฐ” เมื่อการ "โกงเก้าอี้ราชการ" คือ "กรรมวิธีทำลายชาติ" เจาะเทคโนโลยีสายมืด เปลี่ยนกระดาษสอบ เป็น “เก้าอี้ติดป้ายราคา”

KEY

POINTS

  • กาฝากเนื้อร้ายทำลายชาติ นักวิชาการสับยับ "โกงสอบท้องถิ่น 68" มะเร็งร้ายเชิงระบบ ปล้นอนาคตคนทำงานสุจริต
  • เจาะเทคโนโลยีสายมืด แฉบริษัทบังหน้า แฮกแก้ไขคะแนนในระบบดิจิทัล เปลี่ยนกระดาษสอบเป็นเก้าอี้ติดป้ายราคา
  • เตือนเสี่ยงรัฐล้มเหลว เทียบชั้นทุจริตท้องถิ่น-ฮั้ว สว. วงจรอุบาทว์ซื้อขายตำแหน่ง ลากประเทศพังทลาย

กรณี “โกงสอบท้องถิ่น” จนเป็นเรื่องใหญ่! "นายกฯ" สั่งล้างบางขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น ความเสียหายกว่า 4,500 ล้านบาท สั่งโละผลสอบท้องถิ่น 68 ทั้งหมด 6,669 ตำแหน่ง แม้บรรจุราชการแล้ว ไล่บี้คดี ยึดทรัพย์ เอาผิดถึงผู้บงการ ทุจริตสอบท้องถิ่น 68 จนเป็นกระแสดัง

 

 

 

 

24 มิถุนายน 2569 ล่าสุด อ.กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระชาวไทย จากแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ได้วิเคราะห์ปมปัญหาดังกล่าว ซึ่งเป็น "ปัญหาระดับชาติ" ว่า

 

 

นักวิชาการชี้ “กาฝากเนื้อร้ายในกลไกรัฐ” เมื่อการ "โกงเก้าอี้ราชการ" คือ "กรรมวิธีทำลายชาติ" อ.กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระชาวไทย จากแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา วิเคราะห์ปม "ทุจริตในประเทศไทย"

 

 

 

ในระบอบประชาธิปไตยอันมีธรรมาภิบาล “กลไกรัฐ” หรือระบบราชการ เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังและฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ทว่าในปัจจุบัน โครงสร้างอันศักดิ์สิทธิ์นี้กำลังถูกกัดกินด้วยโรคร้ายเรื้อรังที่ชื่อว่า “การซื้อขายตำแหน่งและการทุจริตเชิงระบบ” 

ซึ่งสะท้อนผ่านปฏิบัติการช็อกโลกในคดีทลายขบวนการ "แฮกคะแนนสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น" มูลค่าความเสียหายทางบัญชีสูงถึง 4,500 ล้านบาท มีผู้จ่ายเงินโกงข้อสอบเข้าสู่อำนาจรัฐกว่า 3,000 คน

 

นี่ไม่ใช่เพียงแค่คดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจธรรมดา แต่มันคือ “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของมะเร็งร้ายที่ฝังลึก เป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตว่า

ถ้าสถาบันหลักของบ้านเมืองยังปล่อยให้ระบบการคัดสรรบุคคลเต็มไปด้วยกลโกงเช่นนี้ ประเทศชาติคงกำลังนับถอยหลังสู่ความพังทลายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

 

 

เจาะเทคโนโลยีสายมืด: เปลี่ยนกระดาษสอบ เป็น “เก้าอี้ติดป้ายราคา”

 

ความน่าสะพรึงกลัวของคดีโกงสอบข้าราชการท้องถิ่นรอบปี 2568 ไม่ใช่การลอกข้อสอบแบบไร้เดียงสา แต่เป็นการตั้ง "บริษัทบังหน้าเพื่อโกงชาติ" มีเจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการระดับปฏิบัติการมารับจ๊อบมืดหลังเลิกงาน

 

ขบวนการนี้เลือกที่จะไม่แตะต้องกระดาษคำตอบให้เกิดร่องรอย แต่ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เจาะระบบเข้าไป “แก้ไขฐานข้อมูลคะแนนในระบบดิจิทัล” เพื่อเปลี่ยนคนสอบตกให้ผ่านเกณฑ์อย่างเนียนตา

 

ตั๋วผ่านทางเพื่อเดินชูคอเข้าไปรับเงินเดือนหลวงมีป้ายราคาชัดเจน ตั้งแต่ 350,000 บาท ในตำแหน่งทั่วไป ไปจนถึง 800,000 บาท สำหรับตำแหน่งวิชาการหรือพื้นที่ทำเลทอง 

 

 

คำถามที่น่าสะเทือนใจคือ ?


คนเหล่านี้เพิ่งเหยียบเท้าก้าวแรกเข้ามาเป็นข้าราชการ เงินเดือนยังไม่ถึง 15,000 บาท แต่กลับต้องมี ต้นทุนคอร์รัปชัน เกือบเหยียบหลักล้าน?

 

และที่เลวร้ายไปกว่านั้น โครงข่ายนี้สยายปีกเป็น "ระบบทุนนิยมสายมืด" ครบวงจร ตั้งแต่ ต้นน้ำ (เจ้าหน้าที่จัดสอบที่รู้เห็นเป็นใจ) กลางน้ำ (ข้าราชการระดับ ผอ. คอยประสานงานและจัดการระบบ) ไปจนถึง ปลายน้ำ (สถาบันติวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นนายหน้าหาลูกค้า)

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย สั่งเด้ง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เข้ากรุ และการตรวจพบเอกสารเชื่อมโยงกับ บริษัทเอกชน ยิ่งตอกย้ำข้อสงสัยของสังคมว่า ขบวนการนี้มี "แบ็กระดับบิ๊ก" คอยถางทางให้จนระบบล่มสลาย

 

นักวิชาการชี้ “กาฝากเนื้อร้ายในกลไกรัฐ” เมื่อการ "โกงเก้าอี้ราชการ" คือ "กรรมวิธีทำลายชาติ"

กลไกรัฐจะแปรสภาพจาก “ผู้รับใช้ประชาชน” กลายเป็น “เครื่องมือหาเงินของกลุ่มผลประโยชน์” กฎหมายจะไร้ความศักดิ์สิทธิ์ บังคับใช้ได้เฉพาะกับคนจนที่ไร้ทางสู้ และลากประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ "รัฐล้มเหลว" (Failed State) ในที่สุด

 

 


มหันตภัยคดโกงตำแหน่งระดับท้องถิ่น และ ฮั้ว สว.ระดับชาติ

การทุจริตทั่วไป เช่น การโกงงบประมาณสร้างถนน หรือการรับสินบนจัดซื้อจัดจ้าง เป็นความเสียหายในมิติ “รายโครงการ” ที่เมื่อจับได้ก็ยังสามารถซ่อมแซมหรือสร้างใหม่ได้ แต่การคดโกงเข้ารับตำแหน่ง คือ “การทุจริตเชิงระบบมนุษย์” (Human Infrastructure Corruption) มันคือการฝังตัวอ่อนของเนื้อร้ายเข้าไปในสายเลือดของประเทศ

 

หากเรานำกรณีโกงสอบท้องถิ่นนี้ไปเทียบเคียงกับ “ข้อครหาเรื่องการจัดตั้ง และฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)” เราจะเห็นภาพความพินาศเชิงโครงสร้างที่เหมือนกันอย่างน่าตกใจคือการ 

 

คือการ ทำลายระบบคุณธรรม (Meritocracy) ทั้งสองกรณีทำหน้าที่ปล้นโอกาสและทำลายความหวังของคนสุจริต คนที่ตั้งใจศึกษา อ่านหนังสือแทบตาย หรือผู้สมัคร สว. อิสระที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญตามกติกา ต้องกลายเป็นผู้แพ้เพียงเพราะพวกเขาไม่มี "เงินก้อนหนา" หรือไม่มี "ตั๋วเส้นสาย" ระบบคัดสรรคนเก่งคนดีถูกแทนที่ด้วยขบวนการจัดตั้ง บีบให้คนในสังคมตั้งคำถามอย่างสิ้นหวังว่า “เราจะซื่อสัตย์ไปเพื่ออะไร ในเมื่อกติกาถูกเขียนขึ้นมาให้คนโกงชนะ?”

และ สร้างวงจรอุบาทว์ไม่รู้จบ ข้าราชการที่ทุจริตเข้ามา 3,000 คนนี้ จะฝังรากอยู่ในระบบยาวนาน 20-30 ปีจนเกษียณ และพร้อมจะเติบโตขึ้นไปเป็นผู้อำนวยการหรือผู้บริหารในอนาคต เช่นเดียวกับ สว. ที่มีอำนาจล้นฟ้าในการกำหนดกฎหมายแผ่นดิน เมื่อคนเหล่านี้เริ่มต้นก้าวแรกด้วยการโกง ย่อมมองว่าการคอร์รัปชันเป็นเรื่องปกติ เมื่อมีอำนาจหน้าที่ สิ่งแรกที่พวกเขาจะทำไม่ใช่การบริการประชาชน แต่คือ “การใช้อำนาจรีดไถและทุจริตเพื่อถอนทุนคืน” กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ขยายตัวได้เอง

 

 

นักวิชาการชี้ “กาฝากเนื้อร้ายในกลไกรัฐ” เมื่อการ "โกงเก้าอี้ราชการ" คือ "กรรมวิธีทำลายชาติ" “การทุจริตเชิงระบบมนุษย์” (Human Infrastructure Corruption) มันคือการฝังตัวอ่อนของเนื้อร้ายเข้าไปในสายเลือดของประเทศ

 

 

 


เปรียบเทียบผลกระทบหากได้คนไม่มีคุณภาพเข้าสู่อำนาจ

จาก ระดับท้องถิ่น (ข้าราชการโกงสอบ) งบประมาณพัฒนาชุมชนรั่วไหล ท้องถิ่นย่ำอยู่กับที่ ประชาชนรากหญ้าไม่ได้รับสวัสดิการที่แท้จริงเพราะข้าราชการมุ่งแต่จะหาเศษหาเลย

ไปจนถึง ระดับชาติ (ข้อสงสัยการจัดตั้ง สว.) ระบบนิติบัญญัติพิการ กฎหมายเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน องค์กรอิสระ (ป.ป.ช., ศาลรัฐธรรมนูญ) สูญเสียความเที่ยงธรรม ประเทศชาติสูญเสียทิศทางจนดุลอำนาจถูกบิดเบือน

 

 


กายวิภาคของ "โรคร้าย" ในสถาบันพลเรือนและตำรวจ

การซื้อขายเก้าอี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สนามท้องถิ่น แต่มันแฝงตัวอยู่ในทุกอณูของโครงสร้างราชการไทย ทั้ง "ข้าราชการพลเรือน-ตำรวจ" ไม่ว่าจะเป็นระบบ “ตั๋วเส้นสาย” (การใช้เครือข่ายนักการเมืองและบิ๊กข้าราชการสั่งการข้ามหัวคนทำงาน) หรือระบบ “ประมูลตำแหน่ง” (การตั้งราคาเก้าอี้ทำเลทองที่มีผลประโยชน์สูง)

 

 

เมื่อกติกาของความก้าวหน้าพึ่งพาเพียงเงินและตั๋ว สิ่งที่ตามมาคือ ภาวะสมองไหล (Brain Drain) ข้าราชการน้ำดีที่มีความสามารถทนความอยุติธรรมไม่ไหวจนต้องถอดใจและลาออกไป ระบบราชการจึงกลายเป็นศูนย์รวมของ 

“ผู้บริหารที่ประจบสอพลอเก่งหรือจ่ายเงินเก่ง แต่บริหารงานไม่เป็น”

เมื่อประเทศชาติเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ ผู้นำองค์กรเหล่านี้ จึงไร้ศักยภาพในการแก้ไขปัญหา

 

ในท้ายที่สุด กลไกรัฐจะแปรสภาพจาก “ผู้รับใช้ประชาชน” กลายเป็น “เครื่องมือหาเงินของกลุ่มผลประโยชน์” กฎหมายจะไร้ความศักดิ์สิทธิ์ บังคับใช้ได้เฉพาะกับคนจนที่ไร้ทางสู้ และลากประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ "รัฐล้มเหลว" (Failed State) ในที่สุด

 

 

 

 


ต้องถอนรากถอนโคน ก่อนจะสายเกินไป

สัญญาณจากการขยับตัวของฝ่ายการเมืองระดับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่นัดประชุมร่วมกับ บก.ปปป. เพื่อสั่งเช็กบิลล์คดีนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ทว่าการรักษาโรคร้ายนี้ จะทำเพียงแค่ผักชีโรยหน้า จับกุมเป็นรายคดี หรือเช็กบิลล์เฉพาะข้าราชการชั้นผู้น้อยไม่ได้อีกต่อไป

 

หากรัฐบาลต้องการกอบกู้ประเทศชาติจากความพังทลาย ต้องกล้าหาญพอที่จะ "ถอนรากถอนโคน" ไปถึงต้นน้ำ กลุ่มทุนเอกชน และข้าราชการระดับบิ๊กที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด

ต้องปฏิรูประบบการประเมินผลและการแต่งตั้งโยกย้ายให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้โดยองค์กรภายนอก และเปิดเผยคะแนนสอบหรือเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งต่อสาธารณะอย่างแท้จริง

 

ข้อมาตรฐานการตรวจสอบอย่างเด็ดขาดเด็ดเดี่ยวในคดีท้องถิ่นนี้ ควรถูกนำไปใช้ตรวจสอบกลไกการเลือกตั้งและคัดสรรผู้ใช้อำนาจในระดับชาติอย่างเท่าเทียมกัน เพราะหากเรายังปล่อยให้ระบบราชการและระบบนิติบัญญัติกลายเป็นตลาดสดที่มีการซื้อขายเก้าอี้กันอย่างโจ๋งครึ่ม

วันหนึ่งแผ่นดินนี้จะไม่มีที่ยืนให้สำหรับ "คนเก่งและคนดี" และเมื่อถึงวันนั้น บ้านเมืองคงจะพังทลายลงอย่างถาวร... สยดสยองจนเกินกว่าจะสายเกินแก้

 

 

 


 

ข่าวล่าสุด