เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะมีการทำแบบสำรวจซ้ำอีกหรือไม่ นายพจน์ ระบุว่า จะทำทำไม เพราะรัฐบาลตั้งแล้ว เราต้องจับมือกันแก้ไขปัญหา ก่อนย้ำว่าประเทศไทยต้องหลุดพ้นให้ได้กับเรื่องคอร์รัปชัน เพราะไม่ใช่แค่เอกชนกับเศรษฐกิจ แต่ปัญหานี้เป็นเรื่องของประเทศชาติและสังคม หากคอร์รัปชันยังฝังรากลึก คนยังไม่ตระหนักถึงปัญหา ตนมองว่าจะเดือดร้อนลูกหลาน เราต้องสร้างค่านิยมใหม่
ส่วนที่กรมควบคุมมลพิษขอข้อมูล เรื่องผลการสำรวจแต่ กกร. ยังไม่ได้ส่งให้นั้น นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ได้นัดหมายกับกรมควบคุมมลพิษแล้วว่า จะส่งให้ภายในวันที่ 22 พฤษภาคม ขณะนี้ร่างเอกสารไว้ครบแล้ว
ที่กรมควบคุมมลพิษขอมา เป็นการขอข้อมูลขั้นตอนกระบวนการในการทำแบบสอบถาม เพราะฉะนั้นเวลาส่งคำชี้แจง ก็จะเป็นเรื่องของการสำรวจแบบสอบถาม กระบวนการเก็บข้อมูล ซึ่งก็บอกกับหลายกรมชัดเจนแล้วว่า กกร. มีกระบวนการอย่างไร ซึ่งเราเก็บแบบเป็นมุมกว้าง โดยยึดโครงที่ทำร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. และ เวิลด์แบงก์ พร้อมทำการเสวนาบนเวทีสาธารณะ
เพราะฉะนั้นเป็นโครงที่เราทำเพื่อชี้ช่องว่าง มันมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ได้เจาะว่าขั้นตอนไหนของหน่วยงานนี้เป็นอย่างไร แต่ในอนาคตพร้อมร่วมมือกับหลายหน่วยงานในการดำเนินงานเชิงรุก ที่จะเจาะลึกว่าหน่วยงานไหน มีขั้นตอนใดที่ผิดพลาด ก็จะเจาะลึกได้เป็นรายกรณี ขอย้ำว่าไม่ได้จะส่งข้อมูลให้ แต่พร้อมที่จะให้มาประสานขอข้อมูล ซึ่งแต่ละคำขอที่ขอมาเป็นขั้นตอนกระบวนการทำงาน
ด้าน นายพิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า สถาบันจะมีการจัดเวิร์กช็อปซึ่งถือว่าเป็นโอกาสดีที่ จะเริ่มนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและหาทางแก้ไข เพื่อป้องกันการทุจริต พร้อมย้ำว่าผลการสำรวจชี้ให้เห็นความจริงรูปแบบหนึ่ง แม้จะไม่ได้เป็นชุดความจริงที่จะไปดำเนินคดีได้ แต่มีประโยชน์อย่างมากที่ทำให้คนในระบบมองเห็นปัญหาและนำมาวิเคราะห์ในแต่ละขั้นตอนการทำงาน จะต้องมีการทบทวนอย่างไรบ้าง
รัฐบาล-เอกชน ร่วมยกระดับปราบโกง “นายกฯ” เร่งสร้างระบบราชการโปร่งใสทั้งประเทศ พร้อมขอบคุณที่สะท้อนคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคเรื้อรัง
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ - เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยนายกรัฐมนตรี ตอบรับข้อเสนอขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตจากคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเครือข่าย 6 ประการ พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปทบทวนและปรับปรุงกลไกการทำงานภายใน โดยเฉพาะเปิดเผยข้อมูล (open data) การบูรณาการข้อมูล รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่คณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการต่อต้านการทุจริต พร้อมชื่นชมภาคเอกชนที่ได้จัดทำข้อเสนอแนะอย่างตรงไป-ตรงมา
สำหรับข้อเสนอทั้ง 6 ประการ คือ
1. การปลูกฝังจิตสำนึกการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน
2. นโยบายต่อต้านการทุจริต โดยให้หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจ มีนโยบาย มาตรการ และระบบกำกับดูแลภายในที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารทรัพยากรบุคคล การออกใบอนุญาต การตรวจสอบ และการประเมินผล
3. ระบบบริหารความเสี่ยงด้านคอร์รัปชัน การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ระบุได้
4. การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ที่เข้าถึงได้ ตรวจสอบได้ และนำไปวิเคราะห์ต่อได้ ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างของข้อมูล ลดดุลพินิจ และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการลดคอร์รัปชันเชิงระบบ
5. เทคโนโลยี Big Data และ AI ในการตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงาน และสนับสนุนการตรวจสอบแบบ real-time
6. แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าขับเคลื่อนกลไก “Open Government” ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับการตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ
โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า ภาคเอกชนได้แสดงความขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่เปิดพื้นที่ให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้หารือร่วมกันอย่างตรงไปตรงมา พร้อมทั้งชื่นชมการตอบสนองที่รวดเร็วหลังได้รับรายงานข้อร้องเรียน โดยสามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที ซึ่งถือเป็นระดับความรวดเร็วที่ภาคเอกชนไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้
ทั้งนี้ ภาคเอกชนมีเจตนารมณ์ในการสะท้อนข้อมูลจากผู้ประกอบการ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปสู่การพัฒนากลไกการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ มีแผนงาน ผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และตัวชี้วัดที่สามารถติดตามผลได้อย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน ทุกภาคส่วนต่างยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนการต่อต้านการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม โดยความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการยกระดับระบบกฎเกณฑ์และธรรมาภิบาลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD)
โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการประชุม มอบให้ทุกหน่วยงานยกระดับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ ดังนี้
1. ให้ทุกหน่วยงานไปตรวจสอบการทำงานในทุกขั้นตอนให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด
2. ให้นำเทคโนโลยี นวัตกรรมที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สำหรับงานที่ต้องให้บริการพี่น้องประชาชนให้ลดขั้นตอนให้ประชาชนได้รับความสะดวกมากที่สุด และที่สำคัญต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้
3. ให้ทุกหน่วยงานเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานแก่สาธารณะ และเร่งสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่า หน่วยงานของท่านปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ปลอดจากการทุจริตคอร์รัปชัน