พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา เจ้าอาวาสวัดคลองกระจง และประธานประชาคมงดเหล้าจังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่า จังหวัดสุโขทัยได้จัดงานลอยกระทงในรูปแบบ “ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคนสุโขทัย โดยก่อนปี 2550 การจัดงานเคยได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงชุมชนรอบพื้นที่จัดงานที่มีการจำหน่ายสุราพื้นบ้าน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวรู้สึกไม่ปลอดภัยและลดความสนใจในการมาเที่ยว เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ การทะเลาะวิวาท และการคุกคามทางเพศ ต่อมาด้วยความร่วมมือของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม ได้มีการจัดเวทีประชาคมเพื่อทบทวนคุณค่าของประเพณีลอยกระทง และเสนอแนวคิด “งานประเพณีปลอดเหล้า” จนได้รับการสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นถูกทำร้ายในพื้นที่ ทำให้ผู้ประกอบการสุราและภาคชุมชนเห็นพ้องต้องกันที่จะงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงงานประเพณี จากความร่วมมือดังกล่าว จังหวัดสุโขทัยได้รับรางวัล “Gold Prize” จาก International Festivals & Events Association (IFEA) Asia Chapter ประเทศเกาหลีใต้ ในหมวด “Night Time Economy & Tourism: Cultural Historical Festival” ประจำปี พ.ศ. 2566 ซึ่งสะท้อนถึงความยั่งยืนของการจัดงานและเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศ สำหรับงานลอยกระทงจังหวัดสุโขทัยในปี พ.ศ. 2568 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน ภายใต้แนวคิดการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างวิจิตร พร้อมกิจกรรมจุดตะคันทุกวันเวลา 21.21 น. เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง
นายณพล ชยานนท์ภักดี นายกเทศมนตรีเมืองตาก กล่าวว่า ย้อนกลับไปเมื่อราวปี พ.ศ. 2550 ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เคยเข้ามาสนับสนุนการจัดงานลอยกระทงสายของจังหวัดตาก หลังจากยุติการสนับสนุนในจังหวัดสุโขทัย ทำให้ในช่วงนั้นมีลานเบียร์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำหน่ายอย่างแพร่หลาย ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เทศบาลจึงถือโอกาสเริ่มต้นรณรงค์จัดงานลอยกระทงสายในรูปแบบ “ปลอดเหล้า ปลอดภัย” อย่างจริงจัง ในฐานะนายกเทศมนตรีเมืองตาก นายณพลกล่าวว่า “คนที่มาร่วมงานลอยกระทงส่วนใหญ่มีเจตนาเพื่อทำบุญ เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวตากที่ก่อนลอยกระทงจะมีการทอดผ้าป่าน้ำ เพื่อความเป็นสิริมงคล ดังนั้นการทำบุญจึงควรคู่กับการมีศีล 5 และมีสติ เพื่อให้จิตใจสงบระลึกถึงบุญและพระแม่คงคาได้อย่างแท้จริง” การจัดงานลอยกระทงสายของจังหวัดตากจึงสอดแทรกค่านิยมนี้ไว้ เพื่อให้ประชาชนตระหนักว่าการลอยกระทงคือการ “ทำบุญก่อนแล้วจึงลอยกระทง”
สำหรับงานประเพณีลอยกระทงสายปี พ.ศ. 2568 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 5 พฤศจิกายน ภายใต้แนวคิด “1,000 ประทีป 1,000 ดวงใจ ถวายความอาลัยต่อพระพันปีหลวง” ในงานงดจัดคอนเสิร์ตและการแสดงที่เสียงดัง โดยจะเปิดเพลงบรรเลงเบาๆ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความสงบ และคงไว้ซึ่งความเคารพในพระราชพิธีสำคัญ นอกจากนี้จะยังคงพิธีทอดผ้าป่าน้ำก่อนการลอยกระทง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาวตาก
นางเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ เกิดจากการรวมตัวของชาวบ้านในเขตเมืองเก่าที่เคยได้รับผลกระทบจากการจัดงานลอยกระทงในอดีต เช่น เสียงดังเกินควร โคมลอยตกใส่บ้าน และความแออัดของนักท่องเที่ยว จึงร่วมกันริเริ่มแนวคิดในการจัดงานลอยกระทงตามแบบประเพณีดั้งเดิมของชาวล้านนา ที่เน้นความเรียบง่ายและสงบ
โดยการ “จุดผางปะตี๊ด” เพื่อบูชาพระรัตนตรัยและขอขมาพระแม่คงคา จากแนวคิดนี้ ได้พัฒนามาเป็นกิจกรรม “ต๋ามผางปะตี๊ด ส่องฟ้า ฮักษาเมือง” ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 การจัดงานได้รับความร่วมมืออย่างอบอุ่นจากคนในชุมชนและสถาบันการศึกษารอบคูเมืองเชียงใหม่กว่า 18 แห่ง
ทั้งยังมีการจัดกิจกรรม “ฟ้อนห่มเมือง” เพื่อเปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็ก เยาวชน ไปจนถึงผู้สูงอายุ ได้ร่วมฟ้อนรำถวายเมืองล้านนา อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีและการมีส่วนร่วมของชุมชน ปัจจุบันเครือข่ายมีช่างฟ้อนมากกว่า 1,000 คน โดยระหว่างการฝึกซ้อมได้สอดแทรกแนวคิดเรื่อง “สุขภาวะ” เช่น การงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดูแลสุขภาพ และการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ซึ่งส่งผลให้ผู้เข้าร่วมจำนวนมากตั้งใจไม่ดื่มสุราในช่วงงานประเพณี เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ของงานบุญที่งดงามและปลอดภัย
สำหรับปีนี้กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2568 ณ ลานกิจกรรมหอพื้นถิ่นล้านนา ตรงข้ามอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ โดยจะมีกิจกรรมทำผางประทีปร่วมกัน ก่อนเข้าสู่ช่วงพิธีใหญ่ระหว่างวันที่ 3–5 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งจะจัดพิธีจุด “ผางปะตี๊ดส่องฟ้า ฮักษาเมือง” รอบแจ่งคูเมืองเชียงใหม่ ภายในงานจะมีการแสดงฟ้อนรำจากเครือข่ายช่างฟ้อนกว่า 700 คน พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปทำผางประทีป และกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมเรียนรู้ สัมผัส และเป็นส่วนหนึ่งของมรดกภูมิปัญญาแห่งล้านนา อันสะท้อนถึงพลังของชุมชนในการสืบสานวัฒนธรรมอย่างงดงามและยั่งยืน
พญ.ดวงพร ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กทม. กล่าวว่า ปีนี้ กทม. เปิด 33 สวนสาธารณะถึง เที่ยงคืน ให้ประชาชนร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง ชวนลอยกระทงรักษ์โลก ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม และเน้นเรื่องความปลอดภัยในพื้นที่จัดงาน โดยขอความร่วมมือและเชิญชวนประชาชนร่วมลอยกระทง 1 ครอบครัว 1 กระทง มาด้วยกันลอยด้วยกัน และเพื่อความปลอดภัย ห้ามจุด ปล่อยและจำหน่ายโคมลอย บั้งไฟ โคมไฟ โคมควัน ประทัด พลุ พร้อมเชิญชวนใช้กระทงจากวัสดุธรรมชาติ งดใช้ขนมปัง อาหารปลาหรืออาหารสัตว์ในการทำกระทงเพื่อร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมา กทม. ได้ร่วมสนับสนุนนโยบายในการควบคุมปัจจัยเสี่ยงในพื้นที่สาธารณะ ร่วมกับ สสส. มูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม และเครือข่ายงดเหล้ามาโดยตลอด
โดยส่งเสริมให้พื้นที่สาธารณะ สวนสาธารณะทุกแห่งเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย “ปลอดแอลกอฮอล์ บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า” มีการรณรงค์ สร้างการรับรู้ให้ผู้ประกอบการ ร้านค้า ผู้จัดงาน ให้ความร่วมมือเรื่องการดูแลความปลอดภัยของประชาชน และปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ งดจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และห้ามสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าภายในพื้นที่จัดงาน ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดค่านิยมที่ดี ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพ และส่งเสริมความปลอดภัย ในพื้นที่สาธารณะของประชาชน รวมถึงสืบทอดคุณค่าของประเพณีลอยกระทงให้ดีงามต่อไป