เนชั่นทีวี

ข่าว

ที่สุดแห่งปี 2567 “คดีดิไอคอนกรุ๊ป” ตอนที่ 3 “บอสพอลไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

30 ธ.ค. 2567 | titayu_pur

ที่สุดแห่งปี 2567 “คดีดิไอคอนกรุ๊ป” ตอนที่ 3 “บอสพอลไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

มหากาพย์คดีดิไอคอนกรุ๊ป ที่เริ่มต้นด้วยจุดกำเนิดการล่มสลายของอาณาจักรธุรกิจที่ว่าโตเร็วจนน่าเหลือเชื่อ จนไปสู่การจับกุม 18 บอส ที่เดิมใช้ชีวิตหรูหราลักซ์ชู มากินข้าวแดงในเรือนจำ

ภายหลังจากที่ตำรวจได้มีการจับกุม 18 บอสดิไอคอน ใน 2 ข้อหา คือฉ้อโกงประชาชน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พร้อมนำตัวฝากขังเรือนจำ โดยทางศาลอาญาไม่อนุญาตให้ประกันตัว ก่อนที่ต่อมาจะมีการโอนคดีให้กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ทำต่อจนมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีก 3 ข้อหา รวมถึงส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องที่คาดว่าจะมีความขัดเจนในวันที่ 8 ม.ค. 68 นั้น

ทั้งนี้แม้ผู้ต้องหาทั้ง 18 รายจะถูกคุมตัวอยู่ในเรือนจำ แต่ภายนับตั้งแต่มีการเปิดประเด็น ธุรกิจดิไอคอน ก็มีผู้คนมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง และสุดท้ายถูกแจ้งข้อหา หรือตกเป็นผู้ต้องขังเสียเอง ส่วนใหญ่ผู้ที่ตกอยู่ในสภาพดังกล่าวมักเกี่ยวข้องกับการรับผลประโยชน์หรือเงินจากดิไอคอน ดังคำที่มีการแซวกันว่า “บอสพอลไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง”
ที่สุดแห่งปี 2567 “คดีดิไอคอนกรุ๊ป” ตอนที่ 3 “บอสพอลไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

 

คนแรกที่ถูกเอ่ยถึงแม้ในตอนแรกจะปรากฏเพียงชื่อย่อคือ นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตรองโฆษก พปชร. อดีตคนสนิท “บิ๊กป้อม” ที่ปรากฎชื่อในช่วงที่สังคมกำลังขยายประเด็นดิไอคอน และได้มีการทิ้งบอมบ์ คลิปเสียงปริศนาทำนองว่า “ดิไอคอน” ได้รับการช่วยเหลือจากคน สคบ.ในเรื่องที่ถูกร้องเรียน โดยอ้างชื่อนักการเมือง ส. ก่อนที่ภายหลังจะมีการเฉลยชื่อว่าเป็นนายสามารถ ซึ่งเบื้องต้นเจ้าตัวให้การปฏิเสธ แต่ก็ทำให้ต้องถูกขับออกจากพรรค พปชร.

และต่อมาวันที่ 25 พ.ย. 67 นายสามารถก็ถูกตำรวจสอบสวนกลาง จับกุมในข้อหา “ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน” ร่วมกับ นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือ "บอสพอล” และมารดาของนายสามารถ เป็นการขยายผลของดีเอสไอ หลังเข้ามาทำคดีดิไอคอนและแจ้งข้อหาเพิ่มเติม
 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตรองโฆษก พปชร. อดีตคนสนิท “บิ๊กป้อม”

ซึ่งจากการสืบสวนพบบัญชีธนาคารของบริษัท ดิไอคอน โอนต่อมาที่ "บอสพอล" และ "บอสปีเตอร์" ก่อนที่จะโอนต่อมายัง นายสามารถและมารดา มียอดเงินรายได้รวมกว่า 100 ล้านบาท เป็นยอดโดยตรงจากบอสพอล 2.5 ล้านบาท

ต่อมาทางตำรวจยังมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีกข้อหาคือ กรรโชกทรัพย์ หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบเส้นเงินบังคับขู่เข็ญ ผู้ประกอบการให้จ่ายกว่า 5 แสนบาท

โดยขณะนายสามารถถูกฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 พ.ย.67 หลังศาลอาญาไม่อนุญาตให้ประกันตัว ส่วนแม่นายสามารถศาลอนุญาตให้ประกันตัวได้
มารดาของนายสามารถ

เหยื่อรายต่อๆ มา เป็นออเดอร์โดยตรงจากเรือนจำ โดย “บอสพอล” หลังในเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 67 "ทนายวิฑูรย์ เก่งงาน" ทนายความของ บอสพอล ได้เข้าแจ้งความตำรวจสอบสวนกลาง เอาผิดในฐานกรรโชกทรัพย์ กับ "นักร้องเรียนสาว ก." ที่เรียกรับเงินจาก "บอสพอล" จำนวน 10 ล้านบาท ก่อนที่ภายหลังจะปรากฏชื่อเป็น "เจ๊พัช กฤษอนงค์ สุวรรณวงศ์" ประธานอำนวยการศูนย์ประสานงานส่งเสริมเครือข่าย-ออนไลน์

ที่ทาง "บอสพอล" อ้างว่า เป็นคนพาผู้ที่อ้างว่าเป็นเสียหายจากดิไอคอนกรุ๊ป ไปเรียกเงินคืนจากบอสพอล จำนวน 8.9 ล้านบาท เพื่อแลกกับการไม่เปิดโปงธุรกิจ "ดิไอคอน" ก่อนที่จะเป็นข่าวโด่งดัง และมีการหักหัวคิวจากผู้เสียหาย  
"เจ๊พัช กฤษอนงค์ สุวรรณวงศ์" ประธานอำนวยการศูนย์ประสานงานส่งเสริมเครือข่าย-ออนไลน์

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการเรียกเงิน 20 ล้านบาทจาก "บอสปัน" โดย "เจ๊พัช กฤษอนงค์ สุวรรณวงศ์" ร่วมกับ "ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์" อ้างว่า เพื่อไปออกรายการโหนกระแส มีการพาดพิง "หนุ่ม กรรชัย" ถึงขนาดพิธีกรดัง ออกมาโพสต์แฉว่า "มีศิลปินที่รวมหัวกับนักร้องสาว ตบทรัพย์เข้ารายการโหนกระแส"

ซึ่งนอกจากการอ้างถึง "หนุ่ม กรรชัย" ในการตบทรัพย์ "เจ๊พัช" ยังอ้างถึง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  จนมีการแจ้งความดำเนินคดีอีกด้วย

โดย "เจ๊พัช" ถูกศาลออกหมายจับใน 2 ข้อหา คือ กรรโชกทรัพย์” และ “เป็นตัวกลางเรียกรับสินบน” หลังตำรวจเข้าสอบปากคำ "บอสพอล-บอสปัน" ในเรือนจำเมื่อวันที่ 15 พ.ย.67 และสามารถตามจับกุมได้ที่บ้านพัก

ขณะนี้ "เจ๊พัช" ยังคงถูกฝากขังไว้ที่เรือนเดียวกับบอสหญิงดิไอคอน เนื่องจากเจ้าตัวไม่ได้ยื่นขอประกัน
ที่สุดแห่งปี 2567 “คดีดิไอคอนกรุ๊ป” ตอนที่ 3 “บอสพอลไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ด้าน "ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์" หลังตกเป็นข่าวร่วมมือกับ "เจ๊พัช" ในการรีดเงินจากบอสดิไอคอน 20 ล้าน มีการปล่อยคลิปที่อ้างถึง "หนุ่ม กรรชัย" ออกมานั้น ประเด็นนี้ค่อนข้างจะดราม่า เพราะในตอนแรก “ฟิล์ม” อ้างว่า เป็นคลิปเสียงตัดต่อ ทำให้ "หนุ่ม กรรชัย" ต้องเข้าแจ้งความฐานหมิ่นประมาท ตามมาด้วย วิวาทะจากทั้งสองฝ่าย โดย "ฟิล์ม" ยืนยันว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกเงินจากดิไอคอน เพียงรับประสานงานตามปกติ โดยมี "เจ๊พัช" เป็นผู้ประสานมา

คดีดังกล่าว ตำรวจกองปราบฯ มีการออกหมายเรียก "ฟิล์ม" ถึง 2 ครั้ง กระทั่งวันที่ 6 ธ.ค. 67 "ฟิล์ม รัฐภูมิ" พร้อมทนายประมาณ ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก คือ "พยายามกรรโชกทรัพย์" กรณีของ ดิไอคอนกรุ๊ป และ ข้อหา "หมิ่นประมาท" กรณีของ "หนุ่ม กรรชัย" โดยรวมเป็นคดีเดียวกัน และได้รับการปล่อยตัว ซึ่ง "ฟิล์ม" ยังคงยืนยันความบริสุทธิ เตรียมเอาผิดกลับผู้ที่ออกมาให้ข้อมูลใส่ร้ายอีกด้วย
"ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์"

เหยื่อของบอสพอลอีกรายคือ "นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ" ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด จากกรณีพาพยานเท็จมาให้ข้อมูลตำรวจ เกี่ยวกับการโอนเงินให้กับหลายหน่วยงาน และการโอนเงินดิจิทัลของบอส "ดิไอคอน" 

กรณีดังกล่าว เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 67 ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ได้ขอศาลออกหมายจับ "นายเอกภพ" ในข้อหา พ.ร.บ.คอม กรณีโพสต์ข้อมูลเท็จในระบบเกี่ยวกับเงินดิจิทัลของบริษัทดิไอคอน  ก่อนที่ภายหลังการสอบสวนนานกว่า 4 ชั่วโมง นายเอกภพ จะได้รับประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนด้วยวงเงิน 5 หมื่นบาท
"นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ" ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด

ซึ่งนอกจากบรรดาผู้มีชื่อเสียงแล้ว “บอสพอล” ยังกำชับ “ทนายวิฑูรย์”ว่า บอสพอล มีออเดอร์ที่ 3 อีกคือ ให้ดำเนินการกับ ทนายความรายหนึ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มทนายดิแอดเวนเจอร์ ที่พากลุ่มผู้เสียหายมาแจ้งความ ดิ ไอคอน กรุ๊ป และก่อนที่ทนายคนนี้จะพาผู้เสียหายมาร้อง 2-3 วัน ทนายความคนนี้ ได้ให้ทีมงานในบริษัทโทรศัพท์มาหาบอสพอล และมีการเจรจาขอเงิน 7 ล้านบาท เพื่อให้คืนให้ผู้เสียหาย โดยพูดคุยในทำนองว่า ให้มาเคลียร์กันที่สำนักงานแล้วจะไม่ดำเนินคดี ซึ่งบอสพอลไม่ได้จ่ายเงินให้ไป แต่ระหว่างพูดคุย ก็ได้ให้เลขาบอสพอล อัดคลิปเสียงไว้ทั้งหมด

ทนายคนดังกล่าวคือ “ทนายตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด ก่อนที่ภายหลังจะถูกจับกุมจากกรณีที่ "เจ๊อ้อย" แจ้งจับในข้อหา คือ คดีเงิน 71 ล้านบาท , เงินคริปโทเคอเรนซี , รถหรู และค่าออกแบบ ในข้อหา ฉ้อโกง, ฟอกเงิน, ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน
“ทนายตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด

นอกจากนี้ “บอสพอล” ยังสั่งอยากให้มีการตรวจสอบกลุ่มแม่ข่าย ที่มาเนียนเป็นผู้เสียหาย โดยเห็นว่า เพราะเป็นกลุ่มคนที่ไปชักชวนสมาชิกมา ก็ควรถูกดำเนินคดีเหมือนกับบอสทั้ง 18 คน เช่นกัน จนนำมาสู่ปรากฎการณ์ผู้เสียหายแห่ถอนแจ้งความเอาผิดบอสพอลในขณะนี้  

ดังนั้น "คดีดิไอคอน" จึงว่า เป็นคดีมหากาพย์ ที่ปี 2568 จะต้องติดตามกันต่อไปว่า ที่สุดแล้วใครกันบ้างที่จะต้องติดคุก และบทสรุปของคดีจะเป็นอย่างไร....
 

 

 

ข่าวล่าสุด