เสี่ยหมูปราจีนฯ นอนขวางถนน ร้องสื่อฯ ช่วยจี้คดียึดตลาด
08 พ.ย. 2566 | sitthichai_nak

“เสี่ยหมู” นักธุรกิจจาก ปราจีนบุรี นอนขวางถนน หน้าที่ทำการตำรวจสอบสวนกลาง วอนสื่อฯ เรียกร้อง กองปราบ สะสางคดียึดตลาด และคนจีนสวมบัตรคนไทย
ข่าว
08 พ.ย. 2566 | sitthichai_nak

“เสี่ยหมู” นักธุรกิจจาก ปราจีนบุรี นอนขวางถนน หน้าที่ทำการตำรวจสอบสวนกลาง วอนสื่อฯ เรียกร้อง กองปราบ สะสางคดียึดตลาด และคนจีนสวมบัตรคนไทย
8 พฤศจิกายน 2566 เวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณกลาง ถ.พหลโยธิน ขาเข้า บริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) นายวุฒิโรจน์ อริยเดชอนันต์ หรือ เสี่ยหมู นักธุรกิจพัฒนาที่ดิน ชาวปราจีนบุรี เดินลงไปนอนขวางถนนจนเกิดการจราจรติดขัดชั่วขณะ เพื่อเรียกร้องความสนใจ ก่อนจะมีการพาตัวนายวุฒิโรจน์ พ้นการกีดขวาง
โดยนายวุฒิโรจน์ เล่าว่า ที่ต้องทำเช่นนี้ เนื่องจาก ที่ดินของตนที่มีการทำเป็นตลาด ใน จ.ปราจีนบุรี ถูกยึดโดยนายทุนคนจีนร่วมกับตำรวจระดับสูง หลังจากตนนำที่ดินผืนดังกล่าวไปจำนองในวงเงิน 40 ล้านบาท มีการทำสัญญาในระยะ 1 ปีครึ่ง ซึ่งเมื่อครบกำหนด ตนจะต้องคืนเงินจำนวน 55 ล้านบาท มีตัวกลางในการทำสัญญาเป็น อัยการคนหนึ่ง แลกกับ การต้องให้เงินกับเมียอัยการคนนี้จำนวน 2 ล้านบาท
ต่อมาผ่านไป 3 เดือน นายทุนจีนรายนี้กลับยึดที่ดินของตนไป ตอนนั้นมีการเรียกตนไปทำสัญญาฉบับใหม่ โดยอ้างว่าจะแลกกับเงิน 10 ล้านบาทเพิ่มเติม โดยนัดกันในพื้นที่พัทยา เมื่อตนเองเดินทาง ก็ได้มีการนำทนายกับตำรวจนอกราชการเข้าไปดำเนินการยึดตลาดสดของตนเป็นที่เรียบร้อย
“หลังเกิดเรื่อง ตนเข้าไปติดต่อนายตำรวจ อดีตผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ยศ “พลตำรวจโท” ให้เข้ามาช่วยเหลือ โดยนายตำรวจคนดังกล่าวรับว่า จะดำเนินการตรวจสอบคนจีนกลุ่มนี้ แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องยอมจ่ายเงินค่าดำเนินการ 1 ล้านบาท ซึ่งตนยินยอมจ่ายเพราะหวังทวงคืนตลาดกลับคืน
จากการตรวจสอบพบว่า คนจีนกลุ่มนี้มีการสวมบัตรประชาชนคนไทย และมีหลายหน่วยงานในประเทศเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง จนมีการร้องขอให้ตนหยุดดำเนินการ แลกกับการออกหมายจับชาวจีน ที่เป็นคนถือโฉนดที่ดิน
เมื่อมีหมายจับ มีการจับกุม กลับกลายเป็นว่ามีการต่อรองว่า ชาวจีนจะคืนที่ดิน แต่ขอเงินคืน 50 ล้านบาท หากตนไม่มี ไม่เป็นไร เพราะ ทางพลตำรวจโทรายนี้เสนอที่จะให้ยืมเงินเพื่อนำไปไถ่กับคนจีนรายนี้กลับมาก่อน แต่ต้องเปลี่ยนชื่อในสัญญาจากเดิมที่เป็นลูกสาวชาวจีนรายนี้ มาเป็นชื่อของลูกเขยของนายตำรวจ ยศ “พลตำรวจโท” คนดังกล่าว ซึ่งเป็นลูกของนายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลชื่อดัง
"ตามสัญญาดังกล่าว มีกำหนดไว้ 3 ปี ดอกเบี้ยร้อยละ 18 หากตนไม่สามารถไถ่ถอนที่ดินภายใน 3 ปี ที่ดินจะตกเป็นของลูกเขยนายตำรวจคนนี้”
อย่างไรก็ตาม หลังผ่านมาเพียงแค่ 11 เดือน นายตำรวจยศ “พลตำรวจโท”มาพร้อมกับลูกน้องได้พาตนเองเข้าไปในห้องของ รองผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี โดยภายในห้องมีกลุ่มมือปืนยืนอยู่ ก่อนข่มขู่ให้ตนยอมเซ็นยกตลาดให้กับนายตำรวจคนนี้ ด้วยความกลัวจึงต้องยอมเซ็นยกที่ดินให้
นายวุฒิโรจน์ บอกอีกว่า ตั้งแต่ปี 2563 ตนพยายามร้องขอความเป็นธรรมกับกองปราบ แต่คดีไม่มีความคืบหน้า อีกทั้ง ครั้งแรกที่เข้าแจ้งความ ตำรวจกองปราบเองก็ไม่ยอมรับคดี ก่อนจะมีบุคคลที่อ้างว่าเป็นคนสนิทของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ในขณะนั้น) เข้ามาเป็นตัวกลาง พร้อมกับเรียกเงิน 65,000 บาท เป็นค่าดำเนินการ แต่สุดท้าย จนถึงขณะนี้ก็ไม่มีความคืบหน้า
วันนี้ ตนจึงตัดสินใจเดินทางมาร้องขอให้สื่อมวลชน ช่วยนำเสนอข่าวเพื่อเป็นกระบอกเสียงกระตุ้นการทำงานของตำรวจให้ช่วยติดตามคดีของตน ทั้งเรื่องของการถูกยึดตลาด และคนจีนที่สวมบัตรคนไทย