“ตนขอเตือนว่า ใครคิดจะทำแบบนี้ ตายสิบชาติก็ยังไม่ได้ออกจากคุก อย่าทำแบบนี้กับประชาชน ทั้งนี้ ตนฝากสื่อมวลชนไปสอบถามนักมวยผิวเข้มที่เป็นทหารรายหนึ่งด้วย เพราะตัวผู้ก่อเหตุเคยอ้างว่า มีการเอาเงินจากการลงทุนไปร่วมทอดกฐิน ดังนั้นวานสื่อฝากถามว่าได้รับเงินตรงนี้หรือไม่ เพราะเขาอาจจะได้รับความเสียหายจากการถูกอ้างในครั้งนี้”เลขานุการรัฐมนตรีฯ ระบุ
ด้านภัคจิรา ใหม่กิจเหมา หนึ่งในผู้เสียหายที่สูญกว่า 10 ล้านบาท เปิดเผยว่า ตนรู้จักนายกิติกร จากเฟซบุ๊ก เจ้าตัวชอบโพสต์การปันผล ลงความร่ำรวยและเครือข่ายความน่าเชื่อถือกับผู้ใหญ่ สุดท้ายเชื่อ จึงตัดสินใจร่วมลงทุน และพอลงเสร็จกี่หุ้นก็ตาม เจ้าตัวจะมีเอกสารลายลักษณ์อักษรแจ้งมา
และที่ผ่านมาตนได้รับการปันผลมาตลอด ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 จนวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่มีประกาศในเฟซบุ๊ก ก็ตกใจและพยายามติดต่อแต่ก็ติดต่อไม่ได้ ไปที่บ้านก็ไม่พบใคร พบแต่ทรัพย์สิน รถหรูที่จอดทิ้งไว้ พวกรถปอร์เช่ และก็ไม่ได้รับการปันผลอีกเลย
ด้านนายเอกภพ เผยว่า มีผู้เสียหายหลายพันคน ความเสียหายหลายพันล้านบาท หลังจากนี้คงต้องรวบรวมผู้เสียหายก่อน โดยวันนี้ตั้งใจพาผู้เสียหายมาเพื่อขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษ และให้ ปปง.อายัดเงินผู้ก่อเหตุให้เร็วที่สุด เพื่อเฉลี่ยคืนผู้เสียหาย ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะมีการยักย้ายถ่ายโอนเงินไปยังที่อื่นๆ
รวมทั้งอยากขอให้กระทรวงยุติธรรมทำเรื่องกฎหมายให้มีการเพิ่มโทษคดีฉ้อโกง เพื่อให้คนที่จะก่อเหตุในลักษณะนี้ เกิดความหวาดกลัวที่จะทำ เพราะผู้กระทำผิดทุกวันนี้ไม่มีการเกรงกลัวต่อกฎหมาย
ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่ากำลังชุดสืบสวน บช.สอท. สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ปปง.เข้าตรวจยึดทรัพย์สินของนายกิติกร อินต๊ะ ซีอีโอบริษัท พี มายเนอร์ คริปโตเคอเรนซี่ กรุ๊ป ซึ่งตั้งอยู่ที่อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ โดยเบื้องต้นตรวจยึดรถยนต์หรู 5 คัน ประกอบไปด้วย ยี่ห้อปอร์เช่ เเลมโบกินี บีเอ็มดับบลิว เฟอร์รารี เบนท์ลีย์ นาฬิกาหรู บ้าน ที่ดิน เเละอายัดบัญชีกว่า 10 บัญชี รวมเป็นเงิน 101 ล้านบาท
ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ไม่พบนายกิติกร และผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในบ้านดังกล่าว จากแนวทางสืบสวนยังไม่พบว่าผู้ต้องหาทั้งสามมีการเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดี