นายระม้าย ระบุอีกว่า ตนเคยถูกคนสั่งให้นำไปยิงทิ้งแล้ว 2 ครั้ง แต่คนดูแลสถานที่หรือพ่อเลี้ยงรู้ว่าตนไม่ได้ทำความผิดอะไรจึงให้งดไว้เสียทำให้รอดมาได้ ทั้งนี้นอกจากตนยังมีคนไทยถูกหลอกไปคุมขังเหมือนตนอีก 1 คน แล้วมักจะมีคนไปสอบถามว่าพวกตนเอาเงินไปใช่หรือไม่ ซึ่งพวกตนก็ได้แต่บอกว่าไม่ได้นำเงินไปและไม่รู้เรื่องใดๆ
แหล่งข่าวชายแดนระบุว่า ก่อนที่นายระม้ายจะถูกคุมขังและต้องประสบกับทารุณกรรมในดินแดนของว้าแดง เขาได้รับการประสานจากคนในฝั่ง จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ตรงข้าม อ.แม่สาย ให้พาคณะหรือทีมงานไปถ่ายทำภาพยนตร์ทำให้นายระม้ายและพวกลักลอบเข้าไปใน จ.ท่าขี้เหล็ก แต่ปรากฏว่ารองานอยู่นานหลายวันก็ไม่มีงานทำ ทำให้คนอื่นๆ เดินทางกลับประเทศไทย
ส่วนนายระม้ายได้ถูกนาย "ชัย" ผู้มีธุรกิจสีเทาและมีอิทธิพลอยู่ในเขตของว้าแดงแจ้งว่า จะพาไปพักที่แห่งใหม่โดยให้คนไปรับ แต่ปรากฎว่าได้พาเดินทางไกลถึงเมืองโต๋น และคุมขังเหมือนเป็นนักโทษโดยที่ไม่มีความผิด จากนั้นบังคับให้ทำงานหนักนานกว่า 3-4 เดือน และเรียกค่าไถ่ 24 ล้านบาทดังกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า สำหรับสาเหตุที่นายระม้ายถูกกระทำเช่นนี้ คาดว่าอาจเกิดจากมีคนเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดแล้วไม่นำเงินไปจ่ายที่ต้นทางการผลิต จึงได้ลักลอบพาตัวคนไทยไปกล่าวหาว่าเป็นคนนำยาเสพติดไปแล้วไม่จ่ายเงิน จากนั้นให้กองกำลังของว้าสอบปากคำและใช้งานหนักดังกล่าว อย่างไรก็ตามเนื่องกรณีนายระม้ายได้รับความเมตตาจากผู้บริหารคุกจึงลดการทำงานหนักลงแล้ว โดยให้ไปทำงานบ้านที่บ้านรองผู้บริหารคุกคนหนึ่ง บางครั้งออกไปจ่ายตลาดกับภรรยารองผู้บริหารคนดังกล่าว รวมทั้งครั้งหนึ่งเคยจะถูกปล่อยตัวกลับด้วย แต่ปรากฎว่าได้มีบุคคลคาดว่าคือนายชัยแจ้งไม่ให้ปล่อยตัวทำให้ต้องทนทุกข์อยู่ในแดนว้าจนถึงปัจจุบัน
สมบัติ คำลือ รายงาน