นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา มีควันเกิดขึ้นที่สายไฟฟ้า ใกล้กับจุดเกิดเหตุเพลิงไหม้ จนทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวลกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบก็พบว่า เป็นไฟช็อตที่สายไฟฟ้าตามปกติ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็เมื่อตรวจเชิงลึกพบว่า มีการลักลอบเดินสายไฟจากบ้านหลังหนึ่งไปที่สายไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำลักษณะนี้เป็นอันตรายที่จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เจ้าหน้าที่จึงได้ตัดสายไฟออก ส่วนตัวเจ้าของสายขณะนี้ยังไม่พบแต่อย่างใด
นายจาตุรงค์ กล่าวว่า อุปกรณ์ต่างๆ ของการไฟฟ้าไม่ควรนำมาดัดแปลง เพราะจะทำให้เกิดอันตรายได้ ในส่วนของสายไฟบนเสานั้น ของการไฟฟ้ามีเพียงแค่ 7 สาย คือ 3 สายบนสุด และ 4 สายที่อยู่ถัดลงมา ส่วนที่อยู่ต่ำกว่านั้น คือสายสื่อสารจากผู้ประกอบการโทรคมนาคม โดยหากจะมีการเดินสายต้องแจ้งไปทาง กสทช.ให้รับทราบ แล้วจึงมาขออนุญาตกับทางการไฟฟ้า จึงจะทำได้ แต่พบว่ามีบางรายไม่ได้ขออนุญาต และมีการเพิ่มจำนวนสายสื่อสารในจุดต่างๆ ซึ่งในการเพิ่มสายสื่อสารนี้ บางครั้งก็จะทิ้งสายเดิมไว้ หรือที่เรียกว่า สายตาย จนทำให้มีสายเคเบิ้ลรกรุงรังเป็นจำนวนมาก โดยหากพบว่ามีการกระทำดังกล่าวก็จะสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้
ด้าน นางรำไพ ซาววงศ์ อายุ 55 ปี กล่าวว่า ตนขายกาแฟโบราณ อยู่หน้าตึกแถวที่เกิดเหตุ มากว่า 20 ปี ในวันดังกล่าว ขณะกำลังขายของอยู่ เห็นควันลอยออกมาจากหม้อแปลงผิดปกติ จึงรีบหมุนรถเข็นเตรียมที่จะเข็นออกจากจุดดังกล่าว ก่อนจะมีคนตะโกนว่า มีน้ำอะไรบางอย่างหยดลงมา ตนก็กำลังจะรีบเข็นรถออก แต่ไม่ทัน อยู่ๆเกิดเพลิงปะทุขึ้นที่หม้อแปลง จึงรีบวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ไม่ทันได้เข็นรถออกมาด้วย ทำให้ข้าวของในรถเสียหายทั้งหมด
นางรำไพบอกอีกว่า วันนี้ได้รับเงินเยียวยาทั้งสิ้น 17,000 บาท ก็รู้สึกพึงพอใจ เพราะหลังจากที่เกิดเหตุไฟไหม้ ทำให้ไม่ได้ขายของมาหลายวันทำให้ขาดรายได้ หลังจากนี้จะนำเงินจำนวนนี้ไปซื้ออุปกรณ์ขายของใหม่ แล้วก็คงจะกลับไปขายในละแวกเดิม เพราะขายตรงจุดนั้นมานานแล้ว
" ที่ผ่านมาหม้อแปลงดังกล่าวไม่เคยเกิดความเสียหาย หรือ ช็อตแต่อย่างใด นอกจากนี้ก็มีเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบตลอด หลังจากนี้อยากให้เจ้าหน้าที่เข้ามาจัดระเบียบสายไฟ และ ดูแลให้ดีกว่านี้ จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก"