นายชัชชาติ ยอมรับด้วยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ต้องนำไปปรับปรุงให้ดีขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำซาก โดยเฉพาะการไฟฟ้านครหลวงซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง และเชื่อว่าจะมีศักยภาพที่จะดูแลชีวิตประชาชนได้ ส่วนกทม.จะให้เร่งให้สำนักงานเขตสำรวจจุดเสี่ยงเพิ่มเติมด้วย อาจจะใช้ทราฟฟี่ฟองดูเป็นตัวแจ้งเหตุด้วย ซึ่งหากประชาชนพบจุดเสี่ยงก็สามารถแจ้งไปยังสำนักงานเขตได้
ทั้งนี้นายชัชชาติ ยังบอกอีกว่า อนาคตอาจจะต้องพิจารณาปรับกฎหมายควบคุมอาคารเพราะปัจจุบันยังไม่ได้กำหนดเรื่องปริมาณเชื้อเพลิงในอาคาร ซึ่งมองว่าต้องเริ่มต้นจากตัวเองก่อน สำรวจความเสี่ยงในพื้นที่ก่อน และจะมีการพิจารณากฎระเบียบให้เข้มข้นขึ้น ส่วนอาคารต่างๆมองว่า คงต้องเครื่องดับเพลิงมือถือ และอุปกรณ์ภายในอาคารที่ควรจะมีเพื่อเป็นการป้องกันด้วย
ส่วนกรณีที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ 2 ครั้ง ภายใน 1 สัปดาห์จะทำให้เสียกำลังใจในการทำงานหรือไม่ นายชัชชาติ ยืนยันว่าไม่สูญเสียกำลังใจ และจะทำให้ดีที่สุด ทั้งนี้แนวทางการช่วยเหลือต่อเจ้าของอาคาร ผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และผู้ที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ จะต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องข้อกฎหมายว่าจะช่วยเหลือในเรื่องใดได้บ้าง
และภายหลังเจ้าหน้าที่นำส่งผู้เสียชีวิตไปยังโรงพยาบาลตำรวจ และควบคุมเพลิงได้ทั้งหมดแล้ว เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าได้เข้ามาตัดสายสื่อสารบริเวณหน้าจุดเกิดเหตุออกทั้งหมดด้วย