CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) เป็นมาตรการจัดเก็บภาษีก๊าซเรือนกระจก ก่อนข้ามพรมแดนสำหรับสิบค้านำเข้า เริ่มเสนอเข้าสู่สภายุโรปตั้งแต่ปี 2021 เป็นมาตรการต่อเนื่องจากมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในอียู ที่เริ่มเมื่อปี 2005 ในครั้งนั้น อียู มีการกำหนดเกณฑ์ว่า แต่ละธุรกิจจะสามารถปล่อยคาร์บอน (Carbon Footprint) สูงสุดได้เท่าไรและหากปล่อยเกินเกณฑ์ก็ต้องไปซื้อสิทธิ์การปล่อยคาร์บอนเพิ่มจากธุรกิจอื่น ตามนโยบายที่เรียกว่า Emission Trading Scheme (ETS) การออกมาตรการเช่นนี้เพื่อกดดันให้ธุรกิจเร่งปรับเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มิฉะนั้น จะถูกเก็บภาษีก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น
ในอนาคตจะมีการอนุญาตให้ผู้ซื้อสามารถนำ Carbon Credit ที่ซื้อมาหักล้างกับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ตนปล่อยออกไป เพื่อทำให้โดยรวมแล้วระดับการปล่อยก็าซเรือนกระจกไม่เกินที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้เตรียมดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต ซื้อ-ขายคาร์บอน เพื่อนำไปใช้ในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ดังนั้น เกษตรกรชาวสวนยางก็จะสามารถขาย Carbon Credit ได้ เพราะสวนยางพารานั้นมีความคล้ายคลึงป่าไม้ที่เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติ ด้วยกระบวนการสังเคราะห์แสง ที่ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่จะต้องเป็นสวนยาง Carbon Negative ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่ากว่าดูดกลับเท่านั้น
ในการขับเคลื่อนมาตรการ Zero Carbon ในสวนยางพารา กยท. ได้รับความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น “องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.)” หน่วยงานภาคการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้ประกอบการที่ส่งออกทางเรือ เป็นต้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาพิชย์ ที่จะใช้เป็นกลไกสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้ กยท. พร้อมจะขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเต็มที่
“เราจะต้องร่วมกันสร้างความยั่งยืนเพื่ออนาคตของเรา" นายณกรณ์ กล่าวย้ำ
ขณะเดียวกัน ผู้ว่าการ กยท. มั่นใจว่า การพัฒนาสวนยางให้เป็นสวนยาง Carbon Negative นั้นมีความเป็นไปได้สูง เพราะในปัจจุบัน กยท. ผลักดันและส่งเสริมเกษตรกรปรับปรุงสวนยางให้ได้มาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน หรือ มาตรฐาน มอก. 14061 ซึ่งเป็นมาตรฐานประเทศไทยที่ให้มีการปรับเกณฑ์รายละเอียดให้ตรงตามมาตรฐานสากล ครอบคลุมการดูแลและจัดการเพื่อรักษาและส่งเสริมสภาพความสมบูรณ์ของสวนป่าไม้เศรษฐกิจในระยะยาว การปฏิบัติดามกฎหมายอย่างถูกต้อง ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ โดยมาตรฐานนี้กำหนดให้มีการป้องกันสวนป่าจากการทำผิดกฎหมายต่างๆ เช่น การลักลอบตัดตันไม้ การเผาป่า การใช้ที่ดินอย่างผิดกฎหมาย ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และอำนวยประโยชน์แก่ชุมชนในพื้นที่
โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า สวนยางในประเทศไทยทุกสวนที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.ประมาณ 20 ล้านไร่ จะต้องได้ตามมาตรฐาน มอก.14061 ให้ได้ภายใน 6 ปี ซึ่ง กยท. จะดำเนินการคู่ขนานกับมาตรฐานสากล FSC (Forest Stewardship Council) เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าน้ำยางในตลาดโลก ที่จะต้องดำเนินกิจกรรมให้สอดคล้อง เกื้อหนุนกับสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ เช่น จะต้องไม่ละเมิดกฎหมาย การถือครองที่ดิน ต้องถูกกฎหมาย ไม่อยู่ในเขตป่าสงวน หรือที่ดินสาธารณะอื่นๆ และต้องรักษาสมดุลระบบนิเวศ ไม่กดขี่แรงาน เป็นต้น
“กยท. มีนโยบายที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาสวนยางให้ได้มาตรฐานอยู่แล้ว ดังนั้นการที่พัฒนาต่อ ยอดให้เป็นสวนยาง Carbon Negative ด้วยจึงไม่ยากเกินไป ซึ่งการดำเนินมาตรการ Zero Carbon ในสวนยางพารานั้นจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วม ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพราะนอกจากช่วยลดมลพิษด้านสิ่งแวดล้อมแล้วและยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของประเทศ รวมทั้งยังจะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขาย Carbon Credit ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน สั่งเสริมให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อันจะไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป” ผู้ว่าการ กยท. กล่าว
ปัจจุบันมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกประมาณ 50,000 ล้านตันต่อปี โดยประเทศจีนปล่อยมากที่สุดเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือ สหรัฐอมริกา และญี่ปุ่น ส่วนไทยอยู่อันดับที่ 20 ปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 365 ตันต่อปี แต่ประเทศไทยมีป่าไม้ช่วยกักเก็บก๊าซเรือนกระจก (CO2) ได้ถึง 91 ล้านตันต่อปี และถ้าหากสวนยางพาราทั่วประเทศไทยประมาณ 20 ล้านไร่ เป็นส่วนยาง Carbon Negative หรือ Zero Carbon ทั้งหมดก็จะสามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้อีกไม่น้อยกว่า 10 ล้านตันต่อปี สร้างมูลค่าจากการขาย Carbon Credit มหาศาลแน่นอน