หลังการจับกุม เจ้าหน้าที่เตรียมประสานงานไปยังสถานีตำรวจทั่วกรุงเทพฯ เพื่อแจ้งไปยังผู้เสียหาย ที่เคยถูก นายเอกลักษณ์ฯ ขโมยรถจักรยานยนต์ ตามจุดสถานที่นายเอกลักษณ์ฯ เคยไปก่อเหตุทั้งหมดต่อไป
เบื้องต้น นายเอกลักษณ์ ให้การรับสารภาพว่า “ตนติดคุกมาเป็นเวลา 11 ปี ตั้งพ้นโทษออกมาไม่มีงานทำ เพราะเวลาไปสมัครงานจะต้องตรวจสอบประวัติ แล้วไม่มีใครรับทำงาน ทำให้ไม่มีรายได้ จึงกลับมาก่อเหตุโดยเริ่มก่อเหตุตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงปัจจุบัน โดยจะขายไปในราคาคันละ ประมาณ 10,000-20,000 บาทต่อคัน และทำเช่นนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันจนมีความชำนาญ และอ้างว่ากระทำความผิดคนเดียว ไม่ยอมซักทอดคนอื่น”
พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.ภ.2 กล่าวว่า “คดีนี้เป็นการร่วมมือตำรวจหลายหน่วย ได้แก่ สืบสวนภาค 2 สืบสวนนครบาล สืบสวนบก.น.2 และทีมตำรวจ PCT ชุดปฏิบัติการที่ 5 และจากการไล่กล้องวงจรปิดพบว่าคนร้ายก่อเหตุลักษณะอุกอาจมากโดยมีการพกพาอาวุธปืนเพื่อใช้ในการกระทำผิดซึ่งเป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง และเราไม่เชื่อว่าเป็นการก่อเหตุเพียงคนเดียว ท่าน ผบ.ตร. พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ได้สั่งการให้รีบดำเนินการขยายผลจับกุมทั้งขบวนการโดยเร็ว ผมเห็นว่าคนที่ทำผิดแล้วไม่สำนึก ทำความผิดจนเป็นสันดาน ผมไม่ยอมให้คนเหล่านี้ออกมาเพ่นพ่านปะปนอยู่ในสังคม”