การออกแบบศาลาเทศบาลนครกรุงเทพ
- สมัยพลเอกมังกร พรหมโยธี นายกเทศมนตรี เห็นว่าที่ทำการของเทศบาลแออัดเกินไปจึงมอบหมายให้หม่อมเจ้าสมัยเฉลิมกฤดากร สถาปนิกพิเศษ กรมศิลปากร เป็นผู้ออกแบบศาลาว่าการเทศบาลนครกรุงเทพ
- ถือเป็นสถาปนิกพิเศษที่มีผลงานมากมาย เช่น การซ่อมหมู่พระที่นั่งหลังพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พ.ศ. 2496-2503 พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์พ.ศ. 2505 พระราชอนุสาวรีย์ รัชกาลที่6 หน้าสวนลุมพินี ฯลฯ
- พ.ศ. 2498 การออกแบบศาลาเทศบาลนครกรุงเทพเป็นไปอย่างเร่งด่วน เมื่อแบบเสร็จก็ประกอบหุ่นจำลองขออนุมัติสร้างแบบที่หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร ออกแบบไว้มี
ลักษณะสำคัญ
- มีห้องประชุมสภาเทศบาล ซึ่งเป็นแบบหลังคาสูงใหญ่
- มีสัญลักษณ์ของเทศบาลนครกรุงเทพ พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ
- สถานที่ทำการของเทศบาลเป็นแบบ ชั้นโยงเชื่อม เป็นรูปสี่เหลี่ยม รอบในมีลานกลางและสนามทางด้านหน้า
- ชั้นล่างของอาคารเป็นที่จอดรถ
- หลังคาดาดฟ้าเพิ่มขึ้นอีก
- มีหอสูงตามสมัยนิยมอาคารที่อาณาบริเวณกว้างขวาง
- มักให้มีหอสูงสำหรับสังเกตการณ์เพื่อดูแลรักษาและตรวจตรา บริเวณโดยสะดวก เช่น กรมโยธาธิการก็มีหอสูงหลังคาโดม
การวางศิลาฤกษ์สำหรับศาลาว่าการเทศบาลนครกรุงเทพ เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2499 จนเทศบาลนครกรุงเทพได้รวมกับเทศบาลนครธนบุรีเป็น “เทศบาลนครหลวง” และประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 335 จัดรูปการบริหารนครหลวงเป็น “กรุงเทพมหานคร” ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2515 และกลายเป็น “ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน” ทำหน้าที่เป็น ศูนย์บัญชาการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนชาวกรุงเทพฯ
ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า
- มีความลงตัวในตัวเอง
- มีลานคนเมืองถัดกับเสาชิงช้าคู่เมือง
- ทิวทัศน์โบสถ์วัดสุทัศน์ฯ ที่งดงาม
- รายรอบด้วยย่าอาหารอร่อยที่มีชื่อมานาน
เปิด "ศาลาว่าการ กทม. 2 ดินแดง" ฐานบัญชาการแก้ปัญหา กทม. เต็มรูปแบบของ "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. คนล่าสุด ใช้เวลาดำเนินการก่อสร้างยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ
ทันทีที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประกาศจะย้ายหน่วยงาน และห้องคณะผู้บริหารฝ่ายประจำและฝ่ายการเมืองทั้งหมดแบบ 100 % จาก ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า มาที่ ศาลาว่าการ กทม. 2 ดินแดง ซึ่งสร้างเสร็จมาตั้งแต่ปี 2560 และเปิดใช้งานบางส่วนมากกว่า 5 ปีแล้วก็ตาม แต่บางส่วนก็ยังคงทำงานอยู่ที่ศาลาว่าการกรุงเทพฯ 1 เสาชิงช้าอยู่เช่นเดิม
สำหรับศาลาว่าการ กทม.2 ดินแดงเป็นอาคารสูง 37 ชั้น แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
- ชั้น B1-6 เป็นที่ตั้งของสำนักงานทั่วไป
- ชั้น 7-19 เป็นส่วนรับรองสมาชิกสภา กทม. และสำนักงานต่างๆ
- ชั้น 20-37 เป็นส่วนของผู้บริหารฝ่ายการเมือง และสำนักงานต่างๆ เช่นกัน
โครงการก่อสร้างศาลาว่าการ กทม. 2 เริ่มมาตั้งแต่ปี 2535 ในสมัยที่ ร.อ.กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยเข้ามาสานนโยบายสร้างศาลาว่าการ กทม.แห่งนี้ จาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. คนก่อน
ในปี 2535 ได้เริ่มก่อสร้างจากฐานรากของอาคารทาวเวอร์ 1 สูง 37 ชั้น ตามแผนจะใช้เวลาก่อสร้าง 1 ปี งบประมาณ 140 ล้านบาทแต่ต้องหยุดดำเนินการก่อสร้างตัวอาคารไปนานเกือบ 10 ปี เพราะต้องรองบประมาณเพิ่มเติม
ต่อมาปี 2544-2545 ในยุคที่ นายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ฝ่ายก่อสร้างมีแผนจะสร้างเพียง 9 ชั้นก่อน เพื่อรองบประมาณเพิ่มเติม แต่นายสมัครได้สั่งยุติโครงสร้างตัวอาคาร เนื่องจากต้องการให้สร้างครบทั้ง 37 ชั้น ตามโครงการเดิม
กระทั่งปี 2547-2554 ได้รับการอนุมัติงบประมาณ 1,438 ล้านบาท เพื่อสร้างตัวอาคารทาวเวอร์ 1 และอาคารหอประชุมสภากรุงเทพมหานคร สูง 6 ชั้น จนตัวโครงสร้างอาคารแล้วเสร็จ
ต่อมาในยุคที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าฯ กทม.ได้มีการสั่งปรับเปลี่ยนการตกแต่งภายในใหม่ทั้งหมดเพื่อให้เป็นอาคารอนุรักษ์พลังงาน หลังจากนั้นก็ต้องหยุดชะงักไป เนื่องจากไม่มีงบประมาณ
จากนั้นช่วงต้นเดือนธันวาคมในปี 2558 จึงได้เริ่มโครงการก่อสร้างตกแต่งภายในอาคารทาวเวอร์ 1 ประกอบด้วย การตกแต่งภายใน การสร้างครุภัณฑ์ประกอบอาคารทั้งหมด อาทิ งานกระเบื้อง งานฝ้า งานไฟฟ้า งานประปา งานแอร์ งานผนัง ระบบป้องกันไฟ ระบบโทรศัพท์ ลิฟต์ เฟอร์นิเจอร์ จัดหาครุภัณฑ์ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย และระบบควบคุมอาคารอัตโนมัติ ใช้งบประมาณ 897 ล้านบาท แล้วเสร็จในปี 2560
นับตั้งแต่วันก่อสร้างปี 2535 แล้วเสร็จในปี 2560 รวมระยะเวลาก่อสร้างศาลาว่าการ กทม. 2 ใช้เวลาทั้งหมด 25 ปี
ขณะที่ ณ ตอนนี้ "ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.คนที่ 17" กำลังจะเป็น "ผู้ว่าฯคนแรก" ที่ตระเตรียมการ เตรียมย้ายที่ทำการ กทม. จากศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) "เสาชิงช้า" ไปปฏิบัติภารกิจนั่งว่าการที่ศาลาว่าการ "กทม. 2 ดินแดง" อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้ชื่อ "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ว่าที่ผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ ประกาศความชัดเจนในครั้งนี้
จากเดิม ในยุค พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าฯ กทม. ยังปฏิบัติหน้าที่ส่วนใหญ่ ที่ กทม.เสาชิงช้า แต่จะมาปฏบัติภารกิจที่ กทม.2 ดินแดง เฉพาะการประชุมสภา กทม. ที่ตึกไอราวัต พัฒนา ใกล้เคียงกับอาคารธานีนพรัตน์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลาว่าการ กทม. 2 บนถนนมิตรไมตรี แขวง ดินแดง เขตดินแดง
ทำไมต้องย้ายศาลาว่าการกทม. ไปดินแดง
การที่ "ชัชชาติ" ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ เตรียมสั่งย้ายที่ทำการ กทม. ไปอยู่ที่เดียว คือ ที่ดินแดง โดยไม่ต้องนั่งทำงานสองที่อย่างในปัจจุบันนั้น ได้มีแผนจะทำการปรับปรุงที่ทำการเก่าอย่าง "กทม.เสาชิงช้า" ดังนี้
1. ปรับศาลา กทม. 1 เป็นพิพิธภัณฑ์คนเมือง
2. ปรับพื้นที่ลานคนเมืองจากลานจอดรถยนต์ของข้าราชการ เป็นศูนย์กลางการเดินทางของเกาะรัตนโกสินทร์ เขตพระนครให้เป็นฮับ (Hub) สำหรับการท่องเที่ยว กระจายออกไปจุดต่างๆ อาทิ เรื่องจักรยาน
ขณะเดียวกัน เมื่อย้อนกลับไปดูที่นโยบายหาเสียงของ "ชัชชาติ" ซึ่งระบุไว้ในนโยบายด้าน "สร้างสรรค์ดี" เกี่ยวกับแนวทางเปลี่ยนศาลาว่าการและลานคนเมือง สู่พิพิธภัณฑ์เมืองกรุงเทพฯ และพื้นที่สร้างสรรค์ ไว้ 3 ข้อ ดังนี้
- คนกรุงเทพฯ จะได้ได้พิพิธภัณฑ์เมืองกรุงเทพฯ
- ได้รู้จักกรุงเทพฯ มากยิ่งขึ้นได้พื้นที่สร้างสรรค์สาธารณะแห่งใหม่ใจกลางสะดือเมือง และ
- เป็นโมเดลของการสร้างพื้นที่ประเภท Third Place ในระดับเมือง
สำหรับรายละเอียดนโยบายนั้นระบุถึงในปี 2555 แนวคิดเรื่องการปรับศาลาว่าการกรุงเทพฯ เสาชิงช้าให้เป็นพิพิธภัณฑ์เมืองได้ปรากฏขึ้น เนื่องจากมีแผนที่จะย้ายศาลาว่าการไปยังดินแดง แต่การก่อสร้างที่ล่าช้าอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้โครงการดังกล่าวถูกพับลง
ปัจจุบันแม้ศาลาว่าการกรุงเทพฯ 2 ดินแดงจะเปิดใช้มากว่า 5 ปีแล้วก็ตาม ส่วนราชการบางส่วนยังคงทำงานอยู่ที่ศาลาว่าการกรุงเทพฯ 1 เสาชิงช้าอยู่เช่นเดิม
ส่วนลานคนเมืองที่โดยลักษณะทางกายภาพเป็นลานที่เหมาะสมกับการเป็นพื้นที่สาธารณะ แต่ในทางปฏิบัติมักถูกล้อมรั้ว อีกทั้งพื้นที่ส่วนหนึ่งยังใช้เป็นที่จอดรถของหน่วยงาน กทม.ทำให้การใช้ประโยชน์จากพื้นที่สาธารณะบริเวณดังกล่าวไม่เกิดขึ้นจริง ทั้งที่จริงแล้วเจตนารมณ์การทำให้ศาลาว่าการ โดยเฉพาะในส่วนของลานคนเมืองให้เป็นพื้นที่สาธารณะมีมาตั้งแต่เริ่มออกแบบในปี 2498
ดังนั้น เพื่อให้พื้นที่นี้เกิดประโยชน์สูงสุด นโยบายที่ชัชชาติประกาศไว้นั่นคือ กทม.จะดำเนินการเปลี่ยน "ศาลาว่าการ 1 เสาชิงช้า" ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ให้เป็นพิพิธภัณฑ์เมืองกรุงเทพฯ ที่เล่าเรื่องเมืองกรุงเทพฯ ในทุกมิตินั่นเอง
โดยเพื่อให้พื้นที่นี้เกิดประโยชน์สูงสุด กทม.จะดำเนินการเปลี่ยนศาลาว่าการ 1 เสาชิงช้า ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯให้เป็นพิพิธภัณฑ์เมืองกรุงเทพฯ ที่เล่าเรื่องเมืองกรุงเทพฯ ในทุกมิติ ดังนี้
1. ครอบคลุมลักษณะทางกายภาพและภูมิศาสตร์ ประเด็นของการพัฒนาเมือง เล่าเรื่องย่าน ที่มาที่ไปของชื่อย่าน รูปแบบสถาปัตยกรรม อิทธิพล วิถีชีวิตทั่วไป ชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์ของสามัญชน ฯลฯ โดยจะออกแบบการเล่าเรื่องให้เกิดประสบการณ์ท่ีแตกต่าง สร้างประสบการณ์เฉพาะตามบริบทของพื้นที่
2. ร่วมมือกับมืออาชีพในการทำพิพิธภัณฑ์ เช่น กรมศิลปากร สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) และเอกชน ทำงานร่วมกับผู้คนกรุงเทพฯ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์ ปราชญ์ชาวบ้าน โบราณคดี ศิลปะ นักออกแบบ ฯลฯเพื่อให้ได้พิพิธภัณฑ์ที่ครบถ้วนทางด้านเนื้อหาและถูกออกแบบเรื่องราวและประสบการณ์จากนักออกแบบ และร่วมมือกับมืออาชีพด้านสถาปัตยกรรมเพื่อการปรับปรุงออกแบบและอนุรักษ์อาคารศาลาว่าการกรุงเทพฯ อาคารที่มีรูปแบบศิลปะอันทรงคุณค่าและเป็นอาคารประวัติศาสตร์ที่เล่าเรื่องราวของเมือง ณ วันแรกสร้างได้อย่างดีเลิศ
3. พิพิธภัณฑ์ต้องมีฟังก์ชั่นที่นอกจากบอกเล่าเรื่องราวการจัดแสดงผ่านนิทรรศการต่างๆ ต้องส่งเสริมให้มีพื้นที่กิจกรรมสำหรับการแลกเปลี่ยน พูดคุยต่างๆ อย่างโอบรับ ทั้งรูปแบบกิจกรรม และรูปแบบสภาพแวดล้อมของพิพิธภัณฑ์
นอกจากนี้ จะจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งของศาลาว่าการกรุงเทพฯ เสาชิงช้ารวมถึงลานคนเมืองให้เป็นพื้นที่สาธารณะเปิดให้ประชาชนเข้าใช้ เช่น พื้นที่แสดงความคิดเห็น จัดกิจกรรมการประชุม การหารือสร้างสรรค์นวัตกรรมเมือง การแสดงศิลปะ การแสดงดนตรี ฯลฯ เป็นต้น