พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า ในรายงานที่จะเสนอสภา มีประเด็นเกี่ยวกับชุมชนที่ถูกประกาศแนวเขตป่าไม้ทับที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ ยกตัวอย่างการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ครอบคลุมทั้งสามจังหวัด 7 อำเภอ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนจำนวนมาก เพราะถูกประกาศเขตอุทยานทับที่ดินที่เคยอยู่และทำกินมาก่อน
“เรื่องของปัญหาที่ดินได้ถูกบันทึกไว้ในสภา ที่สำคัญคือปัญหานี้จะไม่บอกว่า เกิดจาก พ.ร.บ.อุทยานฯ หรือ พ.ร.บ.สงวนรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ หรือ พ.ร.บ.ป่าไม้ แต่กลุ่มนี้เรียกว่ากลุ่มป่าอนุรักษ์ หรือป่าที่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งกฎหมายอุทยานฉบับใหม่เพิ่งออกเมื่อเดือน พ.ค.62 คือเลือกตั้งเสร็จยังไม่ได้ตั้งรัฐบาล รีบออกเลย เพราะถ้าออกในสมัยที่มีรัฐบาลเลือกตั้ง กฎหมายลักษณะนี้คงไม่มีใครยอมให้ออก”
“กฎหมายนี้พอออกมา ได้ยกเว้นมาตราสำคัญ ๆ ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งในรัฐธรรมนูญจะคุ้มครองสิทธิประชาชน แต่กฎหมายนี้ยกเว้น เช่น ยกเว้นรัฐธรรมนูญ มาตรา 28 ที่บอกบุคคลมีเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ถ้าจะจับคน จะต้องมีหมายของศาล แต่กฎหมายนี้ไม่ต้องเลย ถ้าอยู่ในที่อุทยานฯ เจ้าหน้าที่มาจับกุมได้เลยไม่ต้องไปขอหมายศาล ขณะที่รัฐธรรมนูญมาตรา 33 บุคคลมีสิทธิเสรีภาพในเคหะสถาน แต่กฎหมายอุทยานฯ ทั้งจับทั้งค้นไม่ต้องใช้หมาย เพราะมีการยกเว้นรัฐธรรมนูญ” เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าว
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ผลของกฎหมายฉบับนี้ ถ้าประกาศเขตอุทยานแห่งชาติในพื้นที่ป่า ไม่มาทับที่ของประชาชนที่อยู่มาก่อนป่าประกาศ และให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอุทยานฯ ที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคประชาชาติได้รับการร้องเรียนจากผู้ได้รับผลกระทบมีความเดือดร้อนจำนวนมาก มีความจำเป็นต้องแก้ไข พ.ร.บ.อุทยานฯ 2562 ในหลักการที่แก้ไขคือ “พื้นที่ที่จะกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ต้องมิไช่เป็นที่ดินที่มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินหรือกฎหมายอื่นของบุคคลใด หรือต้องมิได้เป็นที่ดินที่มีประชาชนอยู่อาศัย ทำกินหรือครอบครองทำประโยชน์มาก่อนการกำหนดให้เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ หากเป็นพื้นที่ที่ประชาชนอยู่อาศัย ทำกินหรือครอบครองทำประโยชน์มาก่อน ให้เพิกถอนแนวเขตอุทยานแห่งชาติที่ทับซ้อนออก” โดยได้เตรียมเสนอร่างแก้ไขเอาไว้แล้วคาดว่า จะยื่นหลังเปิดสมัยประชุมสภา