มีรายงานว่า วันนี้ (3 พ.ค.) กรมธนารักษ์ ประกาศเลื่อนการเซ็นสัญญา โครงการบริหารและดำเนินกิจการท่องส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก (EEC) ระหว่าง กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง และ บริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด ในฐานะผู้ชนะการประกวดราคา ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยคาดว่า เป็นผลมากจากประเด็นปัญหาทางการเมือง ที่ยังมีการร้องเรียน (อ่านข่าว)
โดยวานนี้ (2 พ.ค.) นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ระบุว่า หากวันนี้กรมธนารักษ์ ลงนามสัญญากับบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด ในโครงการประมูลท่อส่งน้ำของกรมธนารักษ์ มูลค่ากว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ในวันที่ 4 พ.ค. ตนพร้อมด้วย ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะไปยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. ทันที เพื่อเอาผิด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในฐานะประธานอีอีซี นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง และคณะกรรมการที่ราชพัสดุที่อนุมัติเห็นชอบเรื่องนี้รวม 6 คน รวมทั้งนายยุทธนา หยิมการุณ อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ ที่เร่งรีบรวบรัด เปิดซองในวันเกษียณของตัวเองเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา นายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่อ้างตัวเป็นหัวหน้า “กลุ่ม 16” ประกาศโหวตไม่ไว้วางใจนายสันติ พร้อมพัฒน์ ที่เป็นผู้รับผิดชอบการประมูลดำเนินการระบบท่อส่งน้ำในพื้นที่อีอีซี และพร้อมจะถูกขับออกจากพรรคฯ เพราะเชื่อว่า บริษัท วงษ์สยามฯ ที่ชนะประมูลการดำเนินโครงการดังกล่าว ไม่น่าจะมีศักยภาพดำเนินการแทนบริษัทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (อีสท์วอเตอร์) ได้
สำหรับโครงการบริหารและดำเนินกิจการระบบท่อส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก ที่ บริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ชนะการประกวดราคาเหนือบริษัทอีสท์วอเตอร์ ผู้รับสมปทานเดิมที่จะหมดสัญญญาในปี 2566 ซึ่งในวันลงนามในสัญญากับกรมธนารักษ์ บริษัทวงษ์สยามก่อสร้าง ต้องจ่ายเงินให้กรมธนารักษ์ 743.62 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินค้ำประกันสัญญา 118.97 ล้านบาท ค่าแรกเข้าวันลงนามสัญญา 580 ล้านบาท และผลประโยชน์ตอบแทนรายปี 44.64 ล้านบาท
ในวันรับมอบท่อส่งน้ำ บริษัท วงษ์สยามฯ ต้องจ่ายเงินให้กับกรมธนารักษ์อีก 870 ล้านบาท เมื่อบริษัท วงษ์สยามฯ เข้ามาบริหารท่อส่งน้ำแล้ว ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้รายปีให้กับกรมธนารักษ์ในอัตรา 27% ของรายได้จากการขายน้ำดิบ ตลอดอายุสัญญา 30 ปี คิดเป็นผลตอบแทนตลอดอายุสัญญา 25,693 ล้านบาท ขณะที่ อีสท์วอเตอร์ ที่ให้ผลตอบแทนภาครัฐ 24,212 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญา 30 ปี