กระทั่งช่วงเดือน ธ.ค.64หรือ ม.ค.65เฮียก็เรียกเธอเข้าไปหาบอกว่าให้มาดูแลเฮียหน่อย เธอก็เข้าใจว่าเฮียไม่สบายต้องการให้ไปหาข้าว หาน้ำให้กิน เธอก็เลยเข้าไปหาที่รีสอร์ท แต่พอไปถึงเฮียก็กระชากแขนลากเข้าห้อง แล้วเฮียก็จับนม จับก้น แล้วก็ล้วงอวัยวะเพศพยายามจะข่มขืน แต่เธอไม่ยอมจึงดิ้นขัดขืนจนสามารถหนีออกมาได้ ก็เลยโทรบอกให้เพื่อนมารับออกไป
ด.ญ.เอ ยังเล่าทั้งน้ำตาต่อว่า หลังจากที่เธอหนีออกมาได้ประมาณ2เดือน เฮียก็โทรไปขู่เธอบอกว่าถ้าไม่มาทำงานใช้หนี้ที่ยืมไป จะไปบอกให้ที่บ้านรู้และจะไปแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งการทำงานใช้หนี้คือบังคับให้เธอขายบริการให้กับแขกที่มาพักในรีสอร์ท แต่แขกคนแรกเธอนั่งร้องไห้อย่างเดียวจนแขกสงสารจึงไม่ได้ทำอะไร และให้เงินมา1,500บาท จากนั้นเธอก็หายไปไม่ติดกับเฮียเจ้าของรีสอร์ทอีก จนผ่านไปเกือบเดือนเฮียก็โทรไปขู่อีกว่าถ้าไม่มาทำงานให้ จะไปแจ้งความและประจานให้ที่บ้านรู้ เธอไม่อยากให้ที่บ้านรู้และคิดมาก เพราะย่าป่วยติดเตียง ปู่ก็เป็นอัลไซเมอร์ เธอก็เลยจำใจต้องไปรับแขกตามที่เฮียสั่งรวมทั้งหมด4ครั้ง แต่หนี้ก็ยังคงเหลือ6,300บาทเหมือนเดิม กระทั่งเมื่อ2–3วันก่อนเฮียก็ไลน์มาให้เข้าไปหาอีก แต่ตนไม่อยากทำงานแบบนี้แล้วจึงตอบปฏิเสธไป แล้วไปขอความช่วยเหลือจากแม่บุญธรรม
ด้าน น.ส.น้อย (นามสมมติ) ซึ่งเด็กผู้เสียหายนับถือเป็นแม่บุญธรรม บอกว่า จากสิ่งที่เด็กเล่าถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากสำหรับเด็กคนหนึ่ง ที่ตัดสินใจไปยืมเงินเพื่อมารักษาย่าป่วย แต่เจ้าของรีสอร์ท กลับพยายามจะข่มขืน แต่พอเด็กไม่ยอมก็ขู่บังคับให้เด็กไปขายบริการให้กับแขกที่มาพักในรีสอร์ทของตัวเอง เพื่อสนองความใคร่ให้กับแขกพวกนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องแต่ที่เด็กยอมทำ เพราะเฮียข่มขู่จะแจ้งความและเอาเรื่องไปประจานที่บ้านเด็กก็กลัวจึงต้องยอมทำ แถมยังขู่ด้วยว่าทำอะไรเขาไม่ได้เพราะเขารู้จักตำรวจในพื้นที่ทุกคนตนจึงไม่กล้าพาเด็กไปแจ้งความเพราะหากเป็นเหมือนที่อ้าง ก็กลัวจะไม่ได้รับความเป็นธรรมและกลัวเรื่องความปลอดภัย แต่ที่นำเรื่องออกมาร้องผ่านสื่อเพราะต้องการให้มูลนิธิฯ หรือหน่วยงานที่สามารถช่วยเหลือเด็กได้ เข้ามาช่วยเหลือน้องด้วย เบื้องต้นตนก็ได้พาน้องไปตรวจร่างกายที่ รพ. หมอก็ให้ยาฆ่าเชื้อ และยาป้องกันติดเชื้อHIVมารับประทาน ตอนนี้ทั้งสภาพร่างกายและจิตใจเด็กที่โดนกระทำในลักษณะดังกล่าวก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น
ภาพ/ข่าว - สุรชัย พิรักษา สำนักข่าวเนชั่น จ.บุรีรัมย์