ประกอบกับในระหว่างการพิจารณาของศาล ปรากฏว่าศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติมูลค่า 341,797,811.58 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยร่ำรวยผิดปกติตามรายการ 49 รายการ ตกเป็นของแผ่นดิน ดังนั้นการที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้รับแจ้งจากประธานป.ป.ช. แล้วมีคำสั่งสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ 47/2560 ลงวันที่ 3 เม.ย.60 ลงโทษไล่นายธาริต ออกจากราชการจึงชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 80 วรรคหนึ่ง(4)พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 2534
ส่วนที่นายธาริต โต้แย้งว่า สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ควรรอคำพิพากษาศาลปกครอง ศาลแพ่ง ที่ตนได้ยื่นฟ้องกรณี ป.ป.ช.ชี้มูลก่อนจะมีคำสั่งไล่ออกจากราชการนั้น ศาลเห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รอคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลก่อนออกคำสั่งลงโทษ
ส่วนกรณียกคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีหมายเลขดำที่ อม.209/2561 หมายเลขแดงที่อม. 258 /2562 ขึ้นมาแล้วเทียบเคียงว่า การชี้มูลข้อกล่าวหาที่มาจากการไต่สวน ซึ่งมีอำนาจจำกัดแต่เฉพาะการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของนายธาริต ที่ได้มาในระหว่างการดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI ตามที่ระบุไว้ในคำสั่งเท่านั้น จึงต้องถือเป็นการชี้มูลความผิดนายธาริต ในขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีDSIและถือเป็นการไต่สวนนายธาริต ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งสูงตามกฎหมาย ป.ป.ช.นั้น ศาลเห็นว่าคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยถึงอำนาจการไต่สวนของ ป.ป.ช. และกรณีที่จะต้องบังคับแก่ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น ไม่อาจตีความคำพิพากษาดังกล่าวเช่นที่นายธาริต สรุปได้ข้อกล่าวอ้างของนายธาริต จึงไม่อาจรับฟังได้