ชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ผู้ชายที่ชื่อ วลาดิเมียร์ ปูติน เริ่มสนใจเดินหน้าเข้าสู่การเมืองนับตั้งแต่ปี 1990 ก่อนที่จะลาออกจาก KGB โดยไปเป็นที่ปรึกษากิจการระหว่างประเทศให้แก่ อนาโตลี โสบจักร (Anatoly Sobchak) นายกเทศมนตรีเลนินกราด ในช่วงปี 1994-1996
ปูติน ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและรัฐบาลอีกหลายตำแหน่งในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เช่น มีนาคม 1994 ปูตินได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองประธานคนแรกของรัฐบาลเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก , พฤษภาคม 1995 ปูตินตั้งพรรคการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาลที่มีชื่อว่า "Our Home" ร่วมกับนายกรัฐมนตรี วิคเตอร์ เชอร์โนไมร์ดิน (Viktor Chernomyrdin) รวมไปถึงได้จัดการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งฝ่ายนิติบัญญัติสำหรับพรรค และเป็นผู้นำของสาขาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กจนถึงปี 1997
ปูติน ได้ย้ายไปประจำการอยู่ที่กรุงมอสโก ในฐานะรองหัวหน้าฝ่ายบริหารทรัพย์สินของประธานาธิบดี ตั้งแต่ปี 1996 โดยในปี 1997 ประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin) แต่งตั้ง ปูติน เป็นรองเสนาธิการประธานาธิบดี
ในปี 1998 ปูติน ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเสนาธิการประธานาธิบดีประจำภูมิภาคคนแรก และในปีเดียวกันนั้น ประธานาธิบดีเยลต์ซินแต่งตั้งปูตินเป็นผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงแห่งสหพันธรัฐ (Federal Security Service: FSB) ซึ่งเป็นองค์กรข่าวกรองและความมั่นคงขั้นต้นของสหพันธรัฐรัสเซียและผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจาก KGB
ปี 1999 ปูติน ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซียโดยประธานาธิบดีเยลต์ซิน ซึ่งประธานาธิบดีเยลต์ซินถึงกับออกปากประกาศว่า "ปูตินนี่แหละ คือ ผู้สืบทอดของเขา" และในวันสุดท้ายของปี 31 ธ.ค. 1999 ประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง
หลังจากที่ ปูติน ก้าวเข้าสู่วงการการเมืองนับ 10 ปี สั่งสมประสบการณ์ อิทธิพล และอำนาจ ถึงเวลาแล้วที่คนทั้งโลกจะรู้จักกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ในฐานะ ประธานาธิบดีรัสเซีย โดยดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ต่อจากประธานาธิบดีเยลต์ซิน และขึ้นรับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีรัสเซียอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 พ.ค. 2000 และต่อสมัยที่ 2 ถึงปี 2008
แต่ตามกฎหมายรัสเซีย บุคคลสามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ไม่เกิน 2 สมัยติด โดยเป็นสมัยละ 4 ปี หลังจากนั้น ปูติน จึงสลับตำแหน่งกับดิมิทรี เมดเวเดฟ (Dmitry Medvedev) นายกรัฐมนตรีรัสเซีย จากนายกรัฐมนตรีไปเป็นประธานาธิบดี และปูตินที่เป็นประธานาธิบดีมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน
ในการประชุมสหรัสเซียในกรุงมอสโกเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2011 ประธานาธิบดีเมดเวเดฟ เสนออย่างเป็นทางการว่า จะให้ปูติน ขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปีถัดไป ซึ่งได้มีการเตรียมการให้จากเดิมที่เป็นประธานาธิบดีจาก 4 ปี เป็น 6 ปี เพื่อให้วลาดิเมียร์ ปูติน สามารถดำรงตำแหน่งได้นานขึ้นอีก จาก 8 ปี เป็น 12 ปี
เผยเรื่องลึกๆลับๆ จากคนวงใน
ใครก็ตามที่อยากจะรู้จักตัวตนหรือเดาความคิดของผู้ชายที่ชื่อ วลาดิมีร์ ปูติน จำเป็นจะต้องรู้เรื่องราวความเป็นมาเบื้องลึกของเขาให้ดีเสียก่อน โดยเฉพาะในคืนวันที่ 5 ธันวาคม 2532 ไม่กี่สัปดาห์หลังการพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน พร้อมกับการล่มสลายของการเป็นรัฐภายใต้ปกครองสหภาพโซเวียต ฝูงชนพากันบุกเข้าไปที่กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ (Stasi) ที่ตั้งของกองบัญชาการของตำรวจลับ ที่เคยเป็นพื้นที่ต้องห้ามในเมืองเดรสเดน และที่สำคัญคือเป็นที่ทำการของหน่วยสืบราชการลับ KGB
ซิกฟรีด แดนแนธ หนึ่งในฝูงชนที่บุกเข้าไปวันนั้น เล่าย้อนอดีตว่า
"การ์ดที่ประตูพากันถอยร่นเข้าไปในอาคาร แต่หลังจากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ KGB คนหนึ่งเดินออกมา เขาเป็นชายร่างเล็กและท่าทางกระสับกระส่าย เขาพูดกับพวกเราว่าอย่าพยายามฝ่าเข้าไปในอาคารเลย สหายของผมมีอาวุธ และพวกเขาได้รับอำนาจให้ใช้อาวุธในกรณีฉุกเฉิน"
แม้คำพูดของเขาจะทำให้มวลชนล่าถอยออกไป แต่เจ้าหน้าที่ KGB ผู้นี้รู้อยู่แก่ใจว่า สถานการณ์ยังอันตรายเพียงใด เขาจึงโทรศัพท์ติดต่อไปยังกองบัญชาการหน่วยรถถังของกองทัพแดง (Red Army tank unit) เพื่อขอความคุ้มครอง
แต่คำตอบที่ได้รับทำให้เขาสิ้นหวังและนำไปสู่ชีวิตที่พลิกผัน... เสียงจากอีกฝั่งบอกว่า "เราไม่สามารถทำอะไรได้ถ้าไม่ได้รับคำสั่งจากมอสโคว์ และ มอสโคว์ก็เงียบสนิท "
จากวลีที่ว่า "มอสโคว์ก็เงียบสนิท" นี้เอง ได้หลอนเจ้าหน้าที่ผู้นี้นับแต่นั้นมา การเผชิญภาวะเฉียดตายโดยปราศจากความช่วยเหลือในวันนั้น ทำให้เขากลายเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งในวันนี้ ในฐานะ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย
แม้ว่าในตอนนี้ ปูติน กลายเป็นบุคคลที่โลกกล่าวอ้างถึงเขาว่า เป็นคนที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ซึ่งมันอาจะเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกเป็น KGB ...ตอนที่ แองกัส ร็อกซ์เบิร์กห์ (Angus Roxburgh) ผู้เขียนหนังสือ "The Strongman Vladimir Putin and the Struggle for Russia" ถามปูตินว่า งานของเขาในฐานะ KGB คืออะไร เขาก็ให้คำตอบที่กำกวมอย่างมากว่า "งานของผมคือการคลุกคลีกับผู้คน" ซึ่งที่จริงแล้ว มันน่าจะเป็นการทำให้คนที่อยู่ใกล้ไม่อึดอัดมากกว่า เช่น การที่เขาทำให้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เชื่อสนิทใจว่าเขาเป็นคนที่ไว้ใจได้และสามารถร่วมมือกันได้
แม้ผู้คนจะมอง ปูติน ในลักษณะของภาพขาว-ดำ แต่ที่จริงคาแร็คเตอร์ของเขาซับซ้อนกว่านั้น ตอนที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจใหม่ ๆ ในช่วงปีแรก ๆ เขาพูดอย่างเปิดเผยต่อบรรดาผู้นำตะวันตกว่า ต้องการฉุดรัสเซียขึ้นมาจากความอ้างว้าง ทั้งยังพูดถึงเรื่องเข้าร่วมเป็นภาคขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) และสำหรับเขามันคือสัญลักษณ์ ถ้ารัสเซียได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของตะวันตกอีกครั้ง แต่ตอนนี้เขากลับมองว่าการรับสมาชิกเพิ่มของ NATO เข้าไปถึงพรมแดนรัสเซีย ทำให้รัสเซีย มีสภาพเหมือนถูกปิดล้อมโดยทหารของพันธมิตร
ถ้าไม่ติดในเรื่องที่เขาเคยเป็น KGB ชีวิตในเยอรมันตะวันออกของเขาก็เหมือนผู้ชายทั่วไปในยุคนั้น มาตรฐานการครองชีพของเยอรมันตะวันออกสูงกว่าสหภาพโซเวียต วลาดิมีร์ ยูซอลต์เซฟ อดีตสหาย KGB เล่าถึงปูตินว่า
เขาใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับแค็ตตาล็อกทางไปรษณีย์ เพื่อดูเทรนด์และแฟชั่นในยุคนั้น ทั้งยังชอบดื่มเบียร์ แต่รูปร่างเขาผอมบาง ไม่เหมือนภาพที่ทำเนียบเครมลินใช้ในการพีอาร์ในปัจจุบัน
ปูติน มองเยอรมันตะวันออก เป็นแดนสวรรค์ของเขามาตลอด จนกระทั่งไปเจอวันที่ตามหลอกหลอนเขา ตอนที่เผชิญหน้ากับฝูงชนที่เดรสเดนในวันนั้น ก่อนที่สหภาพโซเวียตจะล่มสลายตามในอีก 2 ปีต่อมา (2534) ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์ ทำให้เขาปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือของ "ตะวันตก" และนี่อาจเป็นไปได้ที่เขาระคายตาทุกครั้งที่มีการประท้วงของมวลชนในรัสเซีย และโทษว่าเป็นแผนบ่อนทำลายรัสเซียของตะวันตก ยังไม่รวมการประท้วงโค่นอำนาจรัฐบาลในประเทศอดีตสหภาพโซเวียตอื่น ๆ
และเมื่อ ยูเครน จะเข้าเป็นภาคีของ NATO ก็ยิ่งทำให้ปูติน รู้สึกเหมือนตะวันตกเข้ามาคุกคามถึงหน้าประตูบ้าน ในเมื่อไม่ชอบ ก็ย่อมไม่อยากเห็นเป็นธรรมดา ในสมัยของจอร์จ ดับเบิลยู บุช ฝ่ายบริหารของเขามีบุคคลที่เชี่ยวชาญรัสเซียอย่าง คอนโดรีซซา ไรซ์ เธอพูดภาษารัสเซียได้ และแม้จะแข็งกร้าวใส่รัสเซียแต่เธอก็พยายามทำความเข้าใจรัสเซียด้วย และเธอคือคนที่คู่ควรกับกำหนดนโยบายของสหรัฐฯ ต่อรัสเซีย
แต่ในยุคนี้... รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไม่มีผู้เชี่ยวชาญรัสเซีย ที่พร้อมจะทำความเข้าใจรัสเซียอย่างไรซ์ ก็คงจะยากที่จะรับมือและเดาใจว่า ลึกๆ แล้ว “ปูติน” คิดอะไรอยู่!
เส้นทางชีวิต วลาดิเมียร์ ปูติน จะสิ้นสุดการเป็นประธานาธิบดีในปี 2024
ในวันว่างของปูติน คือการไปเดินป่า ตกปลา เพื่อเป็นการระบายความเครียดจากงานการเมืองที่สาหัส ว่ากันว่า วลาดิเมียร์ ปูติน มีความตั้งใจที่จะสร้าง "จักรวรรดิรัสเซีย" โดยการดึงยูเครน กลับเข้าสู่รัสเซีย อีกครั้ง ถึงขนาดเรียกยูเครนว่าเป็น "มงกุฎเพชร" แห่งรัสเซีย ในบทความปี 2021 ที่ระบุว่า ทั้งสองประเทศเป็นดั่งหนึ่งเดียวกัน ตามการกล่าวอ้างของเจ้าหน้าที่ข่าวกรองอาวุโสในสหรัฐอเมริกา