นายธนวรรธน์ เผยอีกว่า ม.หอการค้าไทย ยังคงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 65 ไว้ที่ 4% ภายใต้สถานการณ์ที่คาดว่าการระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์โอมิครอนจะคลี่คลายลงได้ในเดือนม.ค.นี้ และที่สำคัญต้องไม่มีการประกาศล็อกดาวน์ ซึ่งแม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอาจจะปรับตัวลดลงบ้าง แต่ก็ไม่ทรุดตัวลงแรง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีความเข้มแข็งพอที่จะรับมือกับสถานการณ์โอมิครอนได้ดี โดยเชื่อว่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ในช่วงไตรมาส 2 และจะเติบโตอย่างเข้มแข็งได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 65 เป็นต้นไป
“เศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับโอมิครอนได้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 2…เรามองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตได้ 4% ตามที่คาดไว้เดิม ภายใต้การคาดว่าสถานการณ์โอมิครอนจะคลี่คลายได้ภายในเดือนม.ค. เรายังไม่ปรับ GDP” นายธนวรรธน์กล่าว
พร้อมกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลยังมีความจำเป็นต้องเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเร่งเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง” อย่างต่อเนื่อง เพราะจะมีส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบได้เป็นอย่างดี และเมื่อการระบาดในประเทศคลี่คลายลงแล้ว รัฐบาลอาจจะต้องปรับโหมดจากการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยไปเป็นการกระตุ้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานให้มากขึ้น
นายธนวรรธน์ ยังกล่าวด้วยว่า การระงับการเดินทางเข้าประเทศในระบบ Test & Go หากมีผลบังคับใช้เฉพาะช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ และสามารถเปิดให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาได้ในไตรมาส 2 ก็อาจจะสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะไม่กระทบภาพรวมการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้มากนัก แต่หากระงับการเดินทางแบบ Test & Go ไปตลอดทั้งปี ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ต่ำกว่า 3%
“ถ้าเปิดให้นักท่องเที่ยวเริ่มกลับเข้ามาได้ในไตรมาส 2 ก็จะสูญเสียเพียง 5 หมื่นล้านบาท ไม่กระทบเศรษฐกิจไทยในกรอบ 3-4% มากนัก แต่ถ้าปิด Test & Go ทั้งปี ก็มีโอกาสที่จีดีพีจะโตได้น้อยกว่า 3% ถ้าเปิดตั้งแต่ไตรมาส 2 ก็มีโอกาสจะโตได้มากกว่า 3.5% ทั้งนี้ไม่ควรจะมีการล็อกดาวน์ ไม่ว่าจะเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด เพราะถ้าล็อกดาวน์บางส่วน จะเสียหายอีก 3-5 แสนล้านบาท แต่ถ้าล็อกดาวน์ทั้งหมด จะเสียหายสูงถึง 8 แสนล้าน – 1 ล้านล้านบาท และส่งผลให้เกิดการว่างงาน ปัญหา NPL และปัญหาสภาพคล่องตามมา ” นายธนวรรธน์ ระบุ
ทั้งนี้ ม.หอการค้าไทย ประเมินว่าในปี 65 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ราว 4% โดยในช่วงครึ่งปีแรก โต 2.5-3% ส่วนครึ่งปีหลัง โต 5-5.5% อัตราเงินเฟ้อทั้งปี อยู่ที่ระดับ 1.5% โดยในช่วงครึ่งปีแรก อยู่ที่ 2-2.5% และครึ่งปีหลัง อยู่ที่ 1-1.5%
ด้านนางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ประจำเดือนธ.ค. 64 (TCC-CI) ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจและหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 369 ตัวอย่าง ในระหว่างวันที่ 22-30 ธ.ค.64 โดยดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 37.8 เพิ่มขึ้นจากระดับ 28.1 ในเดือนพ.ย. 64
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ดัชนีฯ อยู่ที่ 37.3 เพิ่มขึ้นจากเดือนพ.ย. ซึ่งอยู่ที่ 27.4 , ภาคกลาง ดัชนีฯ อยู่ที่ 38.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนพ.ย. ซึ่งอยู่ที่ 28.7, ภาคตะวันออก ดัชนีฯ อยู่ที่ 41.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนพ.ย. ซึ่งอยู่ที่ 32.2, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดัชนีฯ อยู่ที่ 37.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนพ.ย. ซึ่งอยู่ที่ 28.3, ภาคเหนือ ดัชนีฯ อยู่ที่ 37.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนพ.ย. ซึ่งอยู่ที่ 27.5 และภาคใต้ ดัชนีฯ อยู่ที่ 35.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนพ.ย. ซึ่งอยู่ที่ 25.9