ด้าน ศ.วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า หลังเกิดวิกฤตโควิด-19 สิ่งที่เราต้องคิดใน 5 ลำดับขั้น ประกอบด้วย
1. Resolve การแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ทั้งในเรื่องสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา รวมไปถึงการเยียวยา ซึ่งในขั้นนี้ประเทศกำลังให้การทุ่มเทอยู่
2. Resilience ความพยายามประคับประคองให้ระบบอยู่ต่อไปได้ ไม่ให้สถานการณ์รุนแรง เศรษฐกิจยังพอไปได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังพยายามทำ
3. Return การทำให้กลับมาสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตามเมื่อเราไม่รู้ว่าโควิด-19 จะจบลงแบบไหน หรือความปกติจะกลับมาเมื่อไร ขั้นที่สำคัญถัดมาจึงเป็น
4. Reimagine การสร้างจินตภาพใหม่ คิดถึงภาพอนาคตและเตรียมการแก้ไขปัญหาใหม่นี้ เช่น หากการเรียนการสอนในอนาคตต้องใช้ระบบออนไลน์เป็นหลัก เราจะจัดการศึกษาอย่างไรให้ยังคงมีคุณภาพต่อไปได้ หรือการท่องเที่ยวจะเดินหน้าต่ออย่างไร หากไม่มีนักท่องเที่ยวกลับมาขวักไขว่เหมือนเดิม และขั้นสุดท้ายคือ
5. Reform การปรับระบบให้เข้ากับวิถีใหม่ เช่น การประชุมออนไลน์ ที่ทุกวันนี้เราใช้กันเป็นหลัก
"สถานการณ์ไทยขณะนี้เราให้ความสำคัญอยู่ใน 2 ขั้นแรกเยอะ แต่หัวใจสำคัญคือขั้นที่ 4-5 เพราะเมื่อโควิดได้ขยายภาพปัญหาในสังคมไทยหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจถดถอย ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรง ผลกระทบภาคบริการและแรงงาน ระบบสาธารณสุขฐานราก เราจึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องปรับตัว และมีการจัดการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ใหม่"
ศ.วุฒิสาร กล่าวอีกว่า ข้อดีหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากโควิด-19 คือความสำเร็จส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากการจัดการเชิงพื้นที่ ที่ให้อำนาจการตัดสินใจแก่พื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) คิดหาทางออก เกิดการออกแบบการแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับสถานการณ์และบริบทของแต่ละพื้นที่ รวมถึงความสามารถในการค้นหากลุ่มเปราะบางที่ประสบปัญหาในพื้นที่ได้มากขึ้น ดังนั้น หัวใจสำคัญจึงเป็นการ Reimagine สร้างจินตภาพใหม่ ที่จะมีความสำคัญกับวิธีคิดของทุกเมือง โดยเฉพาะ กทม. อันนำไปสู่การ Reform หรือเปลี่ยนแปลงในที่สุด
ผศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หาบเร่แผงลอยกับเมือง นับเป็นโจทย์สำคัญในเชิงวางผังและออกแบบเมือง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่หลายเมืองพยายามหาคำตอบมาหลายทศวรรษ และหลายเมืองได้หาทางออก เช่น สิงคโปร์ ได้นำแผงลอยสตรีทฟู้ด รวมไว้ในศูนย์ที่มีการจัดการหรือฮอว์เกอร์เซนเตอร์ หรือไทเป ที่ย้ายแผงสตรีทฟู้ดเข้าไปอยู่ตามตรอกซอย โดยมีการนำเข้าระบบและจ่ายภาษี เพื่อกลับมาใช้ในการดูแลความสะอาด เป็นต้น
"สิ่งสำคัญคือการจัดการอย่างมืออาชีพ โดยหัวใจคือกระบวนการออกแบบร่วมหารือในระดับย่าน การบูรณาการแผนและนโยบาย เพื่อให้แรงงานที่อาจเคยอยู่นอกระบบเหล่านี้ สามารถกลับมาประสาน มีที่ทางอยู่ในเมืองได้ ซึ่งข้อเสนอสำหรับ กทม. คือการหาบาทวิถีที่มีความเหมาะสมเพื่อนำร่องในการบริหารจัดการใหม่ และในระยะยาวอาจมองพื้นที่ของภาครัฐอื่นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่ เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วน มาเป็นโอกาสในการปรับปรุง"
ขณะที่ นพ.วงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์ ประธานคณะทำงานติดตามและขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สำหรับอนาคตของ กทม.นับจากนี้ จะอยู่ในมือของชาว กทม.ทุกคน ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าที่จะเข้าสู่วาระการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ และสมาชิกสภา กทม. ที่จะเข้ามาบริหารเมืองแห่งนี้ จึงอยากให้ทุกคนได้ติดตามในเรื่องนี้ ศึกษาถึงนโยบาย มุมมองต่างๆ ของผู้สมัครแล้วตัดสินใจ รวมถึงการติดตามต่อหลังจากนั้นว่านโยบายต่างๆ ที่เสนอมานั้นได้ทำหรือไม่ หลังโควิด-19 ทุกคนจะต้องปรับตัวขนานใหญ่ ไม่ว่าภาครัฐ เอกชน หรือประชาชน บนโลกนับจากนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว มีการแข่งขันสูง และทุกคนต้องพัฒนาปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด เช่นเดียวกับการจัดการปัญหาใน กทม.ที่มีความสลับซับซ้อน ซึ่งต้องการการมีส่วนร่วม และที่สำคัญคือการใช้ฐานข้อมูลที่ชัดเจนในการจัดการปัญหา
ด้าน นพ.ปรีดา แต้อารักษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า โควิด-19 นั้นส่งผลกระทบต่อคนไม่เท่ากัน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้คนที่อยู่ในระดับฐานราก ซึ่งนับเป็นเรื่องท้าทายว่าเราจะใช้โอกาสและการฟื้นฟูหลังจากนี้ เพื่อสร้างความยั่งยืนในสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายทรัพยากรให้เข้าถึงทุกคนได้อย่างเป็นธรรมได้อย่างไร โดยสิ่งสำคัญคือความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่จะมองไปข้างหน้าและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ร่วมกัน
"การจัดเวทีในวันนี้เป็นกิจกรรมคู่ขนานในช่วงของการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งในปีนี้มีประเด็นสำคัญหนึ่งคือการคุ้มครองกลุ่มประชากรเฉพาะให้เข้าถึงบริการสุขภาพ เช่นเดียวกับสมัชชาสุขภาพกรุงเทพมหานคร ซึ่งปีนี้ได้มีการพูดถึงการใช้พื้นที่สาธารณะ รวมถึงการจัดการระบบสุขภาพปฐมภูมิร่วมกัน เป็นกระบวนการที่ สช. และภาคีเครือข่าย จะมาร่วมกันมองอุปสรรคและหาทางออกร่วมกัน"