“จุรินทร์” โชว์วิสัยทัศน์ เชื่อมไทย-เชื่อมโลก ลั่นกลางวงหอการค้าทั่วประเทศ "เราต้องนำเศรษฐกิจฝ่าวิกฤติโควิดไปให้ได้" พร้อมแนะไทยจับมืออาเซียนสร้างสมดุลจีน-อเมริกา

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

20 พฤศจิกายน 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “Connect ธุรกิจไทย พาณิชย์ยุคใหม่ เชื่อมไทยเชื่อมโลก” ในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 39 ที่ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยหอการค้า ไทย วันนี้โดยมีนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ดร.กฤษณะ วจีไกรลาศ กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคณะร่วมฟังพร้อมหอการค้าในต่างจังหวัดโดยผ่านระบบ Zoom Online โดยในงานปาฐกถาครั้งนี้ มีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมการปาฐกถาด้วยแต่เป็นคนละเวลากัน

จุรินทร์ แนะไทยจับมืออาเซียนสร้างสมดุลจีน-สหรัฐฯ
 

นายจุรินทร์ เริ่มด้วยการกล่าวขอบคุณความร่วมมือของหอการค้าทั่วทั้งประเทศและสมาชิกทั่วทั้งประเทศ 2 ปีที่ผ่านมา ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จนเรากำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ทั้งทีมเซลล์แมนจังหวัดและเซลล์แมนประเทศ โดยยึดหลักในการทำงานร่วมกันอย่างน้อย 2 ข้อ คือ1.เอกชนเป็นกลไกที่มีความสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าของประเทศ ภาครัฐเป็นผู้ช่วยสนับสนุนในการทำงานของเอกชน ภายใต้หลักการรัฐหนุนเอกชนนำ เอกชนถือเป็นกองหน้ามีหน้าที่ทำประตู การนำรายได้เข้าประเทศ ส่วนภาครัฐให้การสนับสนุนเป็นกองหลังส่งลูกให้เอกชนบุกยิงประตูและภาครัฐจะต้องไม่เป็นอุปสรรค กฎเกณฑ์กติกาต้องปรับปรุงแก้ไขเพราะเป็นอุปสรรคในการบุกยิงทำประตูของเอกชน ให้เอกชนทำงานคล่องตัวขึ้นและเป็นสากล เราจะต้องดูแลทุกฝ่ายทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำอย่างเป็นธรรม สร้างดุลยภาพให้อยู่ร่วมกันได้ ช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งครอบครัว สังคม ชุมชนและประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้ เป็นหัวใจสำคัญในการทำงาน ให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่าง win-win ถือว่าให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย 

จุรินทร์ แนะไทยจับมืออาเซียนสร้างสมดุลจีน-สหรัฐฯ
สำหรับ ปี 3 กรอ.พาณิชย์ หรือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์นี้ ต้องเดินหน้าต่อไปด้วยความเข้มข้น โดย 2 ปีที่ผ่านมาสามารถแก้ไขปัญหาในรูปการลงมือปฏิบัติจริง มุ่งผลสำเร็จจริง โดยเอกชนทุกภาคส่วนนำปัญหาที่เอกชนแก้ด้วยตนเองไม่ได้ ต้องอาศัยกระทรวงพาณิชย์และภาครัฐ มาช่วยดูแลซึ่งตนป็นหัวโต๊ะในที่ประชุมแก้ทีละข้อ ถ้าไม่จบขึ้นทะเบียนการบ้านไว้ทำให้ 2 ปีที่ผ่านมาแก้ไขปัญหาได้จำนวนมาก ตอนนี้คิดว่าเรามาถึงจุดที่โควิด-19เริ่มคลี่คลายแต่ยังนอนใจไม่ได้ สิ่งที่ต้องจับมือกันคิดร่วมกันต้องจับมือใกล้ชิดทั้งภาครัฐเอกชน

จุรินทร์ แนะไทยจับมืออาเซียนสร้างสมดุลจีน-สหรัฐฯ

"เราต้องนำเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตโควิดไปให้ได้ ไม่ใช่รอให้โควิดเป็นศูนย์แล้วเริ่มนับหนึ่ง เชื่อว่าพวกเราทำได้เพราะ ประเทศไทยช่วงที่ผ่านมาไม่ฝากชะตาไว้กับเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว การท่องเที่ยวอย่างเดียวหรือการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม หรือการส่งออกเท่านั้น เมื่อไม่มีการท่องเที่ยวจากต่างประเทศแต่เศรษฐกิจก็ขับเคลื่อนได้เพราะยังมีการเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรม และการส่งออกเป็นฐาน สิ่งเหล่านี้ทำให้ตนมั่นใจว่าเราทำได้และสามารถทำต่อไปได้ แต่มีบางพื้นที่ที่ฝากเศรษฐกิจกับบางสาขามาก จนขาดความสมดุล เช่น ท่องเที่ยวอย่างเดียวพอไม่มีการท่องเที่ยว เช่น พัทยา ภูเก็ต ต้องกลับมาคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผสมผสานต่อไป" นายจุรินทร์ กล่าว 


รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อว่า ในประการที่ 2 การท่องเที่ยว เราเริ่มเปิดประเทศและเป็นสัญญาณที่ดี ได้รับเสียงตอบรับอย่างชัดเจนจากภาคเอกชน คาดจากนี้และปีหน้า ได้เตรียมการรองรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 1,000,000 คน มีความเป็นไปได้ ต้องตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนเพิ่มเติมขึ้นแต่ต้องไม่ทิ้งไทยเที่ยวไทยเพราะจะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องเดินหน้าไปสู่การท่องเที่ยวชุมชน ทำให้เกิดการกระจายรายได้ ลงลึกถึงเศรษฐกิจฐานราก


สำหรับกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญและขับเคลื่อน คือ เรื่องที่ 1 ประกันรายได้ ข้าว มัน ยาง ปาล์มและข้าวโพด ช่วยเกษตรกรอย่างน้อย 8,000,000 ครัวเรือน ให้เป็นฐานวัตถุดิบ เชื่อมการผลิต แปรรูปและการส่งออก เพื่อบรรลุเป้าหมายเชื่อมไทยเชื่อมโลก และไม่ได้ทำให้เกษตรกรอ่อนแอแต่ทำให้เกษตรกรมีหลักประกันในเรื่องของการผลิตพืชผลทางการเกษตร ที่สำคัญประกันรายได้ไม่เหมือนนโยบายอื่นที่ล้มเหลวมีการทุจริตคอรัปชั่น เพราะประกันรายได้ไม่ใช่การแทรกแซงตลาด ราคาในตลาดเหมือนเดิม แต่มีเงินส่วนต่างเติมให้เกษตรกรให้ยังชีพอยู่ได้ก้อนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีการบิดเบือนกลไก ซึ่งไม่มีประเทศไหนในโลกที่ไม่ดูแลเกษตรกร


เรื่องที่ 2 การเร่งรัดการส่งออก จะเป็นหัวใจสำคัญ 2 ปีที่ผ่านมาตนได้รับความร่วมมือดีมาก จับมือแก้ปัญหาเดินหน้าฝ่าวิกฤตโควิดไปด้วยกัน 9 เดือนแรก +15.5% จากตั้งไว้เพียง 4% นำเงินเข้าประเทศรวมกัน 6.2 ล้านล้านบาท และเดือนตุลาคมคาดตนว่า +ไม่น้อยกว่า 15%  ซึ่งทั้งปีคาดว่าเราจะได้เห็นตัวเลขบวก 2 หลักแน่นอน ที่สำคัญเรามีตลาดใหม่เกิดขึ้น เช่น อินเดียตะวันออกกลาง รัสเซีย ลาตินอเมริกาหรือกลุ่มประเทศอื่นๆ เพราะการทำงานมีความเข้มแข็งโดยเฉพาะทีมเซลล์แมนประเทศ และเดินหน้าตลาดใหม่ช่วยกันต่อไปนอกจากรักษาตลาดเดิม ที่สำคัญตลาดเก่าที่สูญเสียไปต้องเอากลับคืน เช่น ตลาดข้าวอิรัก ในช่วงจำนำข้าวส่งข้าวไม่ได้คุณภาพ ทำให้อิรักไม่รับซื้อข้าวเรา ตอนนี้อาศัยความสามารถของภาคเอกชนบุกตลาดเข้าไปช่วยขายข้าว  


เรื่องที่ 3  การค้าชายแดน ที่ผ่านมาน่าพอใจ 9 เดือนแรก +38% ทำรายได้เข้าประเทศ 778,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญช่วยคนตัวเล็ก ภาค SMEs และ Micro SMEs ของเราสามารถค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านทำรายได้เข้าประเทศได้  เรามีด่านทั่วประเทศ 97 ด่าน เปิดแล้ว 46 ด่าน 2-3 วันที่ผ่านมา เปิดอีก 2 ด่าน คือด่านตากใบกับบูเก๊ะตา จ.นราธิวาส จะช่วยให้การส่งออกไปมาเลเซียดีขึ้นต่อไปในอนาคต  เหลือด่านท่าเส้น จังหวัดตราด บ้านหนองเอี่ยน จังหวัดสระแก้ว ด่านปากแซงที่จังหวัดอุบลฯ เจรจาถึงขั้นขอเปิดด่านแล้ว ซึ่งตนช่วยจัดการบริหารงบทำทางลาดไปต่อจากถนน ลงท่าเรือขนของข้ามแม่น้ำโขง 


สุดท้ายการควบคุมราคาสินค้า 10 เดือนที่ผ่านมาเงินเฟ้อ +1% หมายความว่าปกติยังมีเสถียรภาพ ซึ่งปี 64 คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะ +0.8-1.2% และปีหน้าคาดการณ์ว่าจะ+ 0.7-1.2% กระทรวงพาณิชย์จะมาดูว่าจะกระทบต่อราคาสินค้าของผู้อุปโภคบริโภค ในแต่ละรายการสินค้า สุดท้ายตนจะตัดสินก็จะถือหลักว่าสมดุลอยู่ตรงไหน ดูแลทุกฝ่ายทั้งต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำ และต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลกโดยใกล้ชิดยิ่งขึ้นโดยเชื่อว่าสงครามการค้ายังคงยืดเยื้อต่อไป เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาแม้สีจิ้นผิงกับไบเดน จะเจรจาเรื่องราคาน้ำมัน แต่เราต้องติดตามต่อไปเพราะสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อโลกต่อเรา

จุรินทร์ แนะไทยจับมืออาเซียนสร้างสมดุลจีน-สหรัฐฯ
ต้องติดตามเรื่องนี้โดยใกล้ชิดต่อไป เป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดจากการนำการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจการค้า ทำให้เกิดการแบ่งฝ่าย สุดท้ายนำไปสู่การหาพวกทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ การค้า ประเทศไทยต้องกำหนดท่าทีให้ดี ว่าจะยืนอยู่อย่างไร ยืนอยู่อย่างสมดุลระหว่างมหาอำนาจทางการเมืองเศรษฐกิจการค้าโลกอย่างไร และที่เห็นตรงกัน คือ ต้องไม่ยืนอย่างโดดเดี่ยวต้องจับมือใกล้ชิดกับพันธมิตรของเรา อย่างน้อยที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน และต้องกำหนดท่าทีที่มีความชัดเจนร่วมกัน และวันที่ 22 พ.ย.จะมีการประชุมอาเซียน-จีน ครบรอบความสัมพันธ์ 30 ปี  ซึ่งการประชุมนี้จะสะท้อนอะไรหลายอย่าง  ซึ่งมีสัญญาณบวกทางอาเซียนดูเหมือนจะได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจะพยายามผลักดันให้จีนเข้าไปมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์สร้างสรรค์ มุ่งเน้นความส่งเสริมการยับยั้งชั่งใจและการแก้ไขปัญหาข้อพิพาททะเลจีนใต้โดยสันติ และฝั่งจีนคาดว่าจะส่งเสริมกับการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคโดยการใช้ FTA และอันที่สองคือคาดว่าจีนจะฟื้นฟูการเดินทาง กับกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นลำดับแรก โอกาสได้นักท่องเที่ยวจากจีนมาอาเซียน และสุดท้ายคาดว่าจีนจะนำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันกับกลุ่มประเทศอาเซียนต่อไป

จุรินทร์ แนะไทยจับมืออาเซียนสร้างสมดุลจีน-สหรัฐฯ
ประเด็นสุดท้าย เร่งติดตามกติกา RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) คือ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค คาดว่าต้นปีหน้าจะบังคับใช้ เพราะให้สัตยาบันครบตามเงื่อนไขแล้ว และการประชุม WTO ที่จะมาถึงในช่วงต้นเดือนธันวาคม โดยประเด็นอีคอมเมิร์ซเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ตนเคยเสนอเรื่องอีคอมเมิร์ซในการประชุม APEC ไปแล้วครั้งหนึ่ง ว่าข้อตกลงกติกาเรื่องอีคอมเมิร์ซจะต้องเน้น 1)เรื่องความโปร่งใส 2)ต้องเป็นธรรมทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา และ3)ต้องคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ผู้บริโภคเป็นเหยื่อของอีคอมเมิร์ซ  


" อย่างไรก็ตาม สุดท้ายนี้ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้เข้าร่วมสัมมนาและทางหอการค้าที่วันพรุ่งนี้จะได้พบกับนายกรัฐมนตรีและจะได้ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีด้วยซึ่งถ้ายื่นแล้ว ผมขอสำเนาให้ผมสักหนึ่งชุดเพื่อจะได้นำส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ไปขับเคลื่อนดูแลต่อไปด้วย " รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว